
หุ้นกลุ่มประกันภัย รับอานิสงส์ ครม. เคาะประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน
ครม.สัญจร เคาะประกันภัยพิบัติ ปรับเงินเยียวยาสู่ระบบประกันภัยครัวเรือน คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน รัฐช่วยเบี้ย 1.55 หมื่นล้านบาท ลดภาระคลัง หนุนหุ้นกลุ่มประกันภัย ส่วนกลุ่มแบงก์ รับเซนติเมนต์ทางอ้อม
KEY
POINTS
- ครม. อนุมัติโครงการประกันภัยพิบัติสำหรับ 30 ล้านครัวเรือน โดยเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเยียวยามาเป็นระบบที่รัฐจ่ายเบี้ยประกันให้แทน
- นโยบายนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ทำให้ขนาดของตลาดขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
- โบรกฯ มองบวกต่อหุ้นกลุ่มประกันภัย เช่น TIPH และกลุ่มธนาคารที่ถือหุ้นในบริษัทประกัน เช่น TCAP, BBL, KBANK, KTB) รับเซนติเมนต์หนุนทางอ้อม
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบครั้งสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติของประเทศ โดยเปลี่ยนจากการรอรับเงินเยียวยาจากภาครัฐแบบเดิม ไปสู่ “ระบบประกันภัยแบบครัวเรือน” ผ่านโครงการประกันภัยพิบัติ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งครอบคลุมครอบครัวไทยถึง 30 ล้านครัวเรือน
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่องบประมาณแผ่นดิน โครงสร้างอุตสาหกรรมประกันภัย และความเคลื่อนไหวในตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณเยียวยาภัยพิบัติ
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบประกันภัยภัยพิบัติช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงทางการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบงบประมาณระหว่างสองระบบ
- การจ่ายเบี้ยประกันภัยโดยรัฐ ภาครัฐจะเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบเบี้ยประกันภัยให้กับประชาชน โดยคิดเป็นมูลค่ารวมราว 1.55 หมื่นล้านบาทต่อปี
- ประหยัดงบประมาณเยียวยา เมื่อเทียบกับการใช้วงเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในปีก่อนหน้าที่สูงถึงประมาณ 4 หมื่นล้านบาท การปรับรูปแบบนี้ช่วยลดภาระทางการคลังของรัฐบาลได้อย่างมหาศาล
- กรอบความคุ้มครอง ระบบประกันภัยใหม่นี้ กำหนดความคุ้มครองโครงสร้างที่อยู่อาศัยสูงสุดในวงเงิน 1 แสนบาท และกรณีเสียชีวิตสูงสุดถึง 2 ล้านบาท
โอกาสและการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance)
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า นโยบายนี้เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมประกันวินาศภัย เนื่องจากเป็นการขยายขนาดตลาด (Market Size) ให้กว้างขวางขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน ข้อมูล ณ มีนาคม 2566 ประเทศไทยมีบริษัทประกันวินาศภัยอยู่ประมาณ 50 แห่ง
หากพิจารณาจากภาพรวมเดิมของตลาดประกันวินาศภัยไทยในปี 2565 พบว่ามีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Market Premium) อยู่ที่ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท โดยมีกลุ่มผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดตามลำดับ ดังนี้
1. วิริยะประกันภัย: 4.1 หมื่นล้านบาท
2. ทิพยประกันภัย: 3.2 หมื่นล้านบาท
3. กรุงเทพประกันภัย: 2.5 หมื่นล้านบาท
4. โตเกียวมารีนประกันภัย: 2.1 หมื่นล้านบาท
5. เมืองไทยประกันภัย: 1.8 หมื่นล้านบาท
6. ธนชาตประกันภัย: 1.1 หมื่นล้านบาท
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในเชิงพื้นฐาน แม้ว่าภาพรวมนโยบายจะเป็นบวก แต่การปรับประมาณการกำไรของบริษัทประกันวินาศภัยแต่ละแห่งยังต้องติดตามรายละเอียดในทางปฏิบัติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องใครจะเป็นผู้ได้รับสัญญาประกันภัย และการประกันภัยต่อ (Reinsurance) รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยง (Loss ratio) ของแต่ละบริษัทที่จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง
ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มประกันภัย
ในแง่ของตลาดหุ้น ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องสะท้อนข่าวดีนี้ไปแล้วบางส่วน
- บมจ.ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH) ราคาหุ้นในสัปดาห์ก่อนหน้าปรับตัวขึ้นถึง +8% สวนทางกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index) ที่ลดลง 0.5% ซึ่งเป็นการสะท้อนข่าวล่วงหน้าไปบางส่วนแล้ว ทำให้นักลงทุนในการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มประกันภัยมักหันไปให้น้ำหนักเชิงจิตวิทยา (Sentiment) กับทิศทางการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) มากกว่า
ผลกระทบทางอ้อมต่อกลุ่มแบงก์
สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่มีการลงทุนหรือถือหุ้นในบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำ จะได้รับประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาเชิงบวก (Sentiment) ทางอ้อม
- บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) ถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์รองลงมาจากกลุ่มประกันภัยโดยตรง เนื่องจาก TCAP ถือหุ้น บมจ. ธนชาตประกันภัย (TNI) ในสัดส่วนประมาณ 90% ซึ่งผลประกอบการของ TNI ในครึ่งปีแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิถึงราว 889 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 18% ของกำไรสุทธิรวมของ TCAP
- ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ถือหุ้นในสัดส่วน 9.99% ใน บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKIH)
- ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ถือหุ้น บมจ.เมืองไทยประกันภัย (MTI) ผ่าน บมจ.เมืองไทย กรุ๊ป โฮลดิ้ง ในสัดส่วนราว 10%
- ธนาคารกรุงไทย (KTB) ถือหุ้นในสัดส่วน 10% ใน TIPH และถือหุ้น 45% ใน บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย
อย่างไรก็ดี เนื่องจากสัดส่วนของรายได้และกำไรจากธุรกิจประกันวินาศภัยเมื่อเทียบกับงบการเงินรวมของทั้ง 3 ธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ BBL, KBANK และ KTB มีสัดส่วนไม่เกิน 1% ทำให้ผลกระทบในเชิงปัจจัยพื้นฐานต่อผลประกอบการโดยรวมของธนาคารยังคงมีจำกัด และผลเชิงบวกส่วนใหญ่จะสะท้อนอยู่ในรูปของ Sentiment ระยะสั้นเท่านั้น
กลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุน
บล.เอเซีย พลัส ยังคงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้ใช้จังหวะความผันผวนจากทิศทางของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในการสะสมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยเลือก KTB เป็นอันดับแรก ตามด้วย KBANK และ BBL
หุ้นเหล่านี้นอกจากจะได้ประโยชน์ทางอ้อมแล้ว ยังถือเป็นหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจในแง่ของมูลค่าหุ้นที่ยังคงถูก (Catch-up play ในมุม Valuation) และยังมีแรงหนุนสำคัญในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจากการเข้าสู่รอบการจ่ายเงินปันผลประจำปี ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงทางขาลง (Downside) ได้เป็นอย่างดี







