
รู้จัก Dib Bangkok อาร์ตมิวเซียมในเอ็มวี “SaWaDiKa” ของลิซ่า
จากโลเคชันในเอ็มวี “SaWaDiKa” สู่การทำความรู้จัก Dib Bangkok อาร์ตมิวเซียมร่วมสมัยที่พากรุงเทพฯ เชื่อมต่อโลกศิลปะผ่านงานและสถาปัตยกรรม
KEY
POINTS
- Dib Bangkok คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกหลังปรากฏเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง “SaWaDiKa” ของลิซ่า
- เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชาติแบบไม่แสวงหาผลกำไร มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงศิลปะไทยเข้ากับวงการศิลปะระดับโลก และนำเสนอกรุงเทพฯ ในมุมมองร่วมสมัย
- มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงสถูปไทย และเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะกว่า 1,000 ชิ้นจากศิลปินทั้งชาวไทยและต่างชาติ
รู้จัก Dib Bangkok อาร์ตมิวเซียมในเอ็มวี “SaWaDiKa” ของลิซ่า
กรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงภาพจำจากวัดวาอาราม ตึกสูง หรือย่านเก่าแก่ แต่ยังมีอีกด้านของเมืองที่กำลังถูกเล่าผ่านศิลปะ สถาปัตยกรรม และความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย
หนึ่งในนั้นคือ Dib Bangkok อาร์ตมิวเซียมที่กำลังได้รับความสนใจจากการปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอ “SaWaDiKa” เพลงใหม่ของลิซ่า
การเลือก Dib Bangkok เป็นหนึ่งในโลเคชันหลักของมิวสิกวิดีโอ ไม่เพียงทำให้พื้นที่ศิลปะแห่งนี้ปรากฏต่อสายตาผู้ชมทั่วโลก
แต่ยังเป็นอีกภาพที่สะท้อน “กรุงเทพฯ ในมุมร่วมสมัย” เมื่อศิลปะไทย สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมร่วมสมัย สามารถเดินทางไปพร้อมกับศิลปินไทยบนเวทีระดับโลก
จากภาพของ Dib Bangkok ที่ปรากฏใน “SaWaDiKa” หากมองให้ลึกไปกว่าความสวยงามของสถานที่ ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแบบไม่แสวงผลกำไร ซึ่งมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงศิลปะไทยเข้ากับบทสนทนาทางศิลปะระดับนานาชาติ
Dib Bangkok คืออะไร
Dib Bangkok เปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2568 โดยก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของ ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจและนักการศึกษา ขณะที่ ดร.มิวาโกะ เทสุกะ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรกของพิพิธภัณฑ์
แนวคิดสำคัญของ Dib Bangkok คือการสร้างสถาบันศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติในกรุงเทพฯ ที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกศิลปะสากล ขณะเดียวกันก็ยังคงสะท้อนบริบทและตัวตนของประเทศไทย
ปัจจุบัน Dib Bangkok มีผลงานศิลปะในคอลเลกชันมากกว่า 1,000 ชิ้น จากศิลปินกว่า 200 คน ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมุ่งนำเสนอผลงานที่ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถาม เปิดบทสนทนา และมองโลกผ่านมุมมองที่หลากหลาย
ที่นี่จึงไม่ได้วางบทบาทตัวเองเพียงการเป็นพื้นที่จัดแสดงงาน แต่ยังต้องการทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะและชุมชนศิลปะ ผ่านกิจกรรมทั้งการเสวนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมด้านวัฒนธรรมที่เปิดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม
เมื่อสถาปัตยกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ
อีกเหตุผลที่ทำให้ Dib Bangkok มีภาพจำที่โดดเด่น คือสถาปัตยกรรมของอาคาร ซึ่งออกแบบโดย กุลภัทร ยันตรศาสตร์ ผู้ก่อตั้ง WHY Architecture สถาปนิกชาวไทยที่มีประสบการณ์ออกแบบพื้นที่ศิลปะในสถาบันระดับนานาชาติ
องค์ประกอบที่เห็นได้ชัดคือ Chapel แกลเลอรีรูปทรงกรวยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงสถูปไทยและรายละเอียดของวัดไทย ก่อนนำมาตีความใหม่ด้วยภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
ด้านหน้าอาคารยังมี Reflection Pool สระน้ำที่ทำหน้าที่สะท้อนอาคาร แสง และสภาพแวดล้อมโดยรอบ ทำให้ภาพของสถาปัตยกรรมเปลี่ยนไปตามเวลาและมุมมองของผู้มาเยือน
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ Sculpture Garden and Staircase บันไดวนที่เชื่อมพื้นที่ทั้งสามระดับของอาคาร โดยรูปทรงเกลียวถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง
ขณะที่ Art Wall ความยาว 85 เมตร เป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้ศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในห้องแกลเลอรี แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่ผู้ชมยังไม่ก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง
พื้นที่กลางแจ้งยังมีผลงานสำคัญ อาทิ Pars pro Toto โดย Alicja Kwade ผลงานจัดวางที่ประกอบด้วยลูกโลกหิน 11 ลูก รวมถึง Straight Up โดย James Turrell ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ชิ้นแรกของศิลปินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Breast Stupa Topiary โดย พินรี สัณฑ์พิทักษ์
ทั้งหมดทำให้ Dib Bangkok เป็นพื้นที่ที่ศิลปะ สถาปัตยกรรม แสง และภูมิทัศน์ทำงานร่วมกัน มากกว่าการเป็นเพียงอาคารสำหรับจัดนิทรรศการ
จาก “SaWaDiKa” สู่ประสบการณ์จริง
สำหรับคนที่รู้จัก Dib Bangkok จากเอ็มวี “SaWaDiKa” ของลิซ่า ภาพจากมิวสิกวิดีโออาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่เมื่อเข้ามาสัมผัสสถานที่จริง สิ่งที่รออยู่คือคอลเลกชันศิลปะร่วมสมัยและพื้นที่ที่ออกแบบให้ผู้ชมใช้เวลาอยู่กับงานศิลปะในแบบของตัวเอง
ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง Dib Bangkok กล่าวว่า การได้เป็นส่วนหนึ่งของมิวสิกวิดีโอ “SaWaDiKa” ถือเป็นโอกาสในการบอกเล่าความเป็นไทยผ่านมุมมองที่ร่วมสมัย มีชีวิตชีวา และสามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกได้
ในมุมนี้ การปรากฏตัวของ Dib Bangkok ในเอ็มวีจึงมีความหมายมากกว่าการเป็นโลเคชัน เพราะเป็นการนำเสนอภาพอีกด้านของกรุงเทพฯ ผ่านพื้นที่ที่ศิลปะไทยสามารถพูดคุยกับโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากทางวัฒนธรรมของตัวเอง
“ชีวิต ชีวา Giving Life” นิทรรศการที่ชวนมองชีวิตผ่านศิลปะ
สำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จัก Dib Bangkok มากขึ้น อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “ชีวิต ชีวา Giving Life” นิทรรศการครั้งที่ 2 ของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนำเสนอผลงานกว่า 160 ชิ้น จากศิลปินไทยและนานาชาติ 33 คน
นิทรรศการสำรวจเรื่องของการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ผ่านผลงานศิลปะ พร้อมไฮไลต์สำคัญอย่างผลงานมาสเตอร์พีซของ Alexander Calder ศิลปินผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโลกของประติมากรรมในศตวรรษที่ 20
นิทรรศการมีกำหนดจัดแสดงระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570
สำหรับ Dib Bangkok เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการนำงานศิลปะระดับโลกมาไว้ในกรุงเทพฯ แต่คือการสร้างพื้นที่ให้คนดูได้หยุดมอง ตั้งคำถาม เรียนรู้ และสร้างความสัมพันธ์กับศิลปะในแบบของตัวเอง
ดังนั้น หาก “SaWaDiKa” คือประตูบานแรกที่ทำให้คนทั่วโลกได้เห็น Dib Bangkok อาร์ตมิวเซียมแห่งนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมที่แตกต่างออกไป - เมืองที่ศิลปะร่วมสมัยสามารถเดินทางไปพร้อมกับรากทางวัฒนธรรม และเชื่อมต่อกับโลกได้ในเวลาเดียวกัน







