
"เอกนิติ" หวังหุ้นไทยปีนี้ 2,000 จุด! สวนหมัดโบรกนอกเคาะเป้าพีคสุด 1,720 จุด
สัญญาณบวกเริ่มชัด! นักลงทุนต่างชาติกลับมาศึกษาและเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย หลัง Fund Flow พลิกเป็นบวก “เอกนิติ” หวังดัชนีหุ้นไทยปีนี้แตะระดับ 2,000 จุด ขณะที่โบรกเกอร์ต่างชาติชี้หุ้นไทยยังมีอัพไซด์หากการเมืองมีเสถียรภาพและรัฐบาลเดินหน้าโครงการลงทุนได้จริง พร้อมให้กรอบสูงสุด 1,680-1,720 จุด
KEY
POINTS
- สัญญาณบวกเริ่มชัด! นักลงทุนต่างชาติกลับมาศึกษาและเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย หลัง Fund Flow พลิกเป็นบวก
- “เอกนิติ” หวังดัชนีหุ้นไทยปีนี้แตะระดับ 2,000 จุด ขณะที่โบรกเกอร์ต่างชาติชี้หุ้นไทยยังมีอัพไซด์หากการเมืองมีเสถียรภาพ
- และรัฐบาลเดินหน้าโครงการลงทุนได้จริง พร้อมให้กรอบสูงสุด 1,680-1,720 จุด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand แสดงความหวังว่าตลาดหุ้นไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดหวังให้ SET Index ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 2,000 จุดได้ภายในปีนี้
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงภาพรวมงาน THAILAND FOCUS 2026 ว่า บรรยากาศงานปีนี้ถือว่าคึกคักและอยู่ในโทนเชิงบวกมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด หัวข้อสัมมนาและวิทยากรที่เชิญมาล้วนได้รับความสนใจอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องทิศทางพลังงาน หรือการเงิน
โดยเฉพาะการที่ “ดร.เอกนิติ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาร่วมพิจารณาและเน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดทุน ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ส่งสารถึงนักลงทุนทั่วโลกและในประเทศได้เป็นอย่างดี โดยยอดผู้เข้าร่วมงานรวมทั้งหมดมีประมาณ 220 คน โดยแบ่งเป็นผู้แทนจาก 74 กองทุนทั้งในและต่างประเทศ
หากเจาะลึกเฉพาะกองทุนต่างประเทศ มีจำนวน 42 กองทุน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 2 กองทุน และจำนวนบุคลากรต่างชาติที่เข้ามาร่วมก็เพิ่มจากเดิม 40 กว่าคนขึ้นมาเป็น 50 กว่าคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนต่างประเทศพร้อมที่จะเข้ามาศึกษาและมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดทุนไทยภายใต้แนวคิด "Reignite Thailand" อย่างแท้จริง
Mr. Samir Kogar, Country Head บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงมุมมองผู้ลงทุนต่างชาติที่ได้เข้าร่วมงานนี้ และทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปว่า หากเราเปรียบเทียบผลงานแบบปีต่อปี (Year on Year) จะเห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นถึง 27% สะท้อนถึงการฟื้นตัวและพัฒนาการที่ชัดเจนมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ในภูมิภาคเอเชียขณะนี้ ประเทศไทยเป็นตลาดเดียวที่นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิด้วยมูลค่าถึง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ ในช่วงปีที่ผ่านมา อะไรแย่ๆ ที่จะเกิดมันก็ได้เกิดขึ้นไปหมดแล้ว แต่เมื่อเริ่มต้นปีนี้ด้วยสัญญาณที่ชัดเจนจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็ได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก
แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ้าง แต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังเห็นโอกาสการเติบโต (Upside) ของตัวเลข GDP ที่จะช่วยผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้เดินหน้าต่อ
DBSเคาะกรอบดัชนีสูงสุด 1,720 จุด
นางนริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเช่นกันว่าจากการที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามุมมองต่อไทยมีความสร้างสรรค์เชิงบวกชัดเจนขึ้นมากและเริ่มมองเห็นเรื่องราวการลงทุนของไทยที่มีความน่าสนใจและเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI), โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure), ดาต้าเซนเตอร์ (Data Center), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนของภาคเอกชนที่สอดรับกับเวทีสัมมนาในวันนี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีลักษณะเลือกสรรอย่างมากไม่ใช่การกวาดซื้อหุ้นไทยทุกกลุ่มทั่วทั้งกระดานพวกเขาเลือกเจาะจงเฉพาะบริษัทที่มีความชัดเจนของกำไรมีความสามารถในการแข่งขันระดับสูง และเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้างใหม่ๆ
หากสรุปมุมมองของต่างชาติในรอบนี้จะมี 3 คำหลัก คือ Constructive สร้างสรรค์เชิงบวก, Selective เน้นการเลือกสรร และ Growth มุ่งเน้นกลุ่มที่เติบโต
ต่างชาติกำลังมองหาหลักฐานสำคัญว่าการลงทุนรอบใหม่ของไทยจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่
"เราประเมินเป้าหมายดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,720 จุด คำนวณจากค่า Forward PE ที่ประมาณ 16.7 เท่า ซึ่งระดับนี้ยังคงสอดคล้องและใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เราเชื่อมั่นว่ามีโอกาสสูงที่จะเห็นดัชนีกลับขึ้นไปแตะระดับ 1,700 จุด"
นายพรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman - Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฟีดแบคสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันมองหาแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ เสถียรภาพทางการเมือง ประเด็นนี้มาเป็นอันดับแรก
เพราะจุดที่ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มเด้งกลับขึ้นมาคือความเชื่อมั่นว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นกลุ่มเทคโนแครต (Technocrat) เข้ามาช่วยกุมบังเหียนควบคุมเศรษฐกิจหลัก ตัวอย่างเช่น สปีชของคุณเอกนิติที่มองไปข้างหน้า ปฏิบัติได้จริง มีความสมดุล และยืนอยู่บนความเป็นจริง
เครื่องยนต์การเติบโตใหม่นักลงทุนพูดถึง AI ค่อนข้างมากแต่คำถามคือเราจะได้รับประโยชน์อย่างไร ซึ่งก็มีทั้งประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม เช่น ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center น่าสนใจตรงที่เมื่อนักลงทุนได้ยินว่ารัฐบาลพยายามออกกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมและสร้างกรอบการลงทุนด้าน AI ให้ชัดเจน พวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นการห้าม แต่กลับมองเป็นเรื่องบวกที่ช่วยให้การเติบโตเกิดความยั่งยืน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแต้มต่อ หรือ Significant Upside ในระดับภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย แม้สิงคโปร์จะเริ่มก่อนจนเต็มศักยภาพแล้ว และมาเลเซียมาเป็นอันดับสอง
ส่วนไทยเราเป็นอันดับสาม แต่หากเปรียบเทียบในเรื่องพลังงาน, โลจิสติกส์และภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความเป็นกลางสูงมาก นักลงทุนชอบจุดนี้ในสถานการณ์โลกปัจจุบันมาก และมองว่าไทยมีสิทธิ์ที่จะแซงหน้าประเทศอื่นได้
สิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดคือ เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งรวมถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) หากไม่มีสิ่งนี้ ทั้ง AI และ Data Center ก็เกิดไม่ได้ คาดว่าภายใน 12-24 เดือนข้างหน้า จะมีข่าวดีเกี่ยวกับพัฒนาการของ PDP ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดขยับขึ้นอีกระดับหนึ่ง แม้จะมีความท้าทายเรื่องโครงสร้างประชากรอยู่ก็ตาม
ปัจจุบันถ้านับค่าเฉลี่ยสะสม นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ (Underweight) อยู่พอสมควร ย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิสะสมสูงถึงประมาณ 10,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 12,000 - 13,000 ล้านเหรียญ ขณะที่เพิ่งกลับมามียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท
ดังนั้น สัดส่วนโดยรวมจึงยังคง Underweight การปรับตัวขึ้นมาจากระดับดัชนี 1,200 จุดขึ้นมา ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากฐานดัชนีที่ต่ำมาก (Low base effect) มองเป้าดัชนีไว้ที่ 1,680 จุด
อย่างไรก็ดี สัญญาณบวกเบื้องต้น (Early indicator) ที่เราเห็นในตอนนี้คือ นักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาศึกษาและทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนไทยกันอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อประเมินสถานะการลงทุน ส่วนปัจจัยหลักที่จะทำให้เงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาวขึ้นอยู่กับสองประเด็นหลัก
1. เสถียรภาพ (Stability) ต้องรักษาเสถียรภาพทางการเมืองให้นิ่งอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเชื่อมั่น
2. การลงมือปฏิบัติจริง นักลงทุนเฝ้ารอดูกระบวนการถัดไปว่าสิ่งที่เราพูดไว้จะทำจริงได้มากน้อยแค่ไหน เช่น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) หรือโครงสร้างด้าน Data Center ไม่จำเป็นต้องเกิดผลแบบหวือหวาใหญ่โตทันที
แต่ขอให้เห็นการทยอยส่งมอบความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเป็นระบบ เมื่อเห็นความคืบหน้า นักลงทุนก็จะเริ่มปรับมุมมองและเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น ด่านต่อไปที่ทุกคนจับตาคือ The next stage of execution
เคาะเป้าหุ้นไทย 1,680 จุด
นายศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักลงทุนหลายคนบอกว่าไม่ได้มาร่วมงาน Thailand Focus นานมาก และยินดีที่ได้กลับมาในรอบนี้ หากย้อนกลับไป กระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากต่างประเทศเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2022 ซึ่งนับเป็นเครื่องชี้วัดความมั่นใจที่ดี
และจากการได้พูดคุยกับนักลงทุนส่วนใหญ่มี โดยประเด็นแรกคือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องนิ่งและมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้องเหมาะสมกับบริบทปัจจุบันและอนาคตเพื่อกระตุ้นการเติบโต เพราะหากการเมืองนิ่งอย่างเดียวแต่ไม่มีนโยบายผลักดัน มันก็ไม่เกิดการเติบโตการที่นักลงทุนได้ฟังคำอธิบายจากรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทำให้อุ่นใจขึ้นมาก
จุดสำคัญคือ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาตลาดจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่ต่างชาติมองว่านี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ปัจจุบัน ค่า P/E ของตลาดหุ้นไทย หากไม่นับ DELTA อยู่ที่ประมาณ 12 เท่ากว่าๆ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 15 เท่า จึงยังเป็นระดับที่น่าดึงดูดและน่าสนใจมาก
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังได้ฝากขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับมาตรการต่างๆที่พยายามส่งเสริมและสนับสนุนสภาพคล่องให้กลับคืนสู่ตลาดหุ้นไทย หากเสถียรภาพการเมืองดี นโยบายเอื้ออำนวย บริษัทจดทะเบียนพยายามทำผลประกอบการให้ออกมาดีและตลาดช่วยส่งเสริมสภาพคล่อง ทุกๆปัจจัยก็จะเรียงตัวสอดประสานกันทำให้ตลาดเติบโตต่อไปได้ดี
"เป้าดัชนีสิ้นปีนี้มองไว้ที่ 1,680 จุด แต่ปกติผู้จัดการกองทุนและสำนักวิจัยจะเริ่มขยับเลื่อนรอบการคิดดัชนีไปใช้ฐานกำไรของปีถัดไปและปรับฐาน P/E ใหม่ไตรมาส 4/69 จึงจะเริ่มเห็นเป้าถูกอัปเกรดในช่วงนั้น แต่สำคัญที่สุดคือการเมืองต้องนิ่งและปฏิบัติงานจริง หากการปฏิบัติจริงคืบหน้าไปด้วยดีและสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นระบบดัชนีก็มีสิทธิ์ปรับขึ้นไปที่ 2,000 จุด"







