posttoday
"เอกนิติ" หวังหุ้นไทยปีนี้ 2,000 จุด! โบรกนอกเคาะเป้าดัชนีสูงสุด 1,720 จุด

"เอกนิติ" หวังหุ้นไทยปีนี้ 2,000 จุด! โบรกนอกเคาะเป้าดัชนีสูงสุด 1,720 จุด

26 สิงหาคม 2569

สัญญาณบวกเริ่มชัด! นักลงทุนต่างชาติกลับมาศึกษาและเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย หลัง Fund Flow พลิกเป็นบวก “เอกนิติ” หวังดัชนีหุ้นไทยปีนี้แตะระดับ 2,000 จุด ขณะที่โบรกเกอร์ต่างชาติชี้หุ้นไทยยังมีอัพไซด์หากการเมืองมีเสถียรภาพและรัฐบาลเดินหน้าโครงการลงทุนได้จริง พร้อมให้กรอบสูงสุด 1,680-1,720 จุด

KEY

POINTS

  • สัญญาณบวกเริ่มชัด! นักลงทุนต่างชาติกลับมาศึกษาและเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย หลัง Fund Flow พลิกเป็นบวก
  • “เอกนิติ” หวังดัชนีหุ้นไทยปีนี้แตะระดับ 2,000 จุด ขณะที่โบรกเกอร์ต่างชาติชี้หุ้นไทยยังมีอัพไซด์หากการเมืองมีเสถียรภาพ
  • และรัฐบาลเดินหน้าโครงการลงทุนได้จริง พร้อมให้กรอบสูงสุด 1,680-1,720 จุด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand แสดงความหวังว่าตลาดหุ้นไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังให้ SET Index ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 2,000 จุดได้ภายในปีนี้

 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงภาพรวมงาน THAILAND FOCUS 2026 ว่า บรรยากาศงานปีนี้ถือว่าคึกคักและอยู่ในโทนเชิงบวกมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด หัวข้อสัมมนาและวิทยากรที่เชิญมาล้วนได้รับความสนใจอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องทิศทางพลังงาน หรือการเงิน

 

โดยเฉพาะการที่ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาร่วมพิจารณาและเน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดทุน ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ส่งสารถึงนักลงทุนทั่วโลกและในประเทศได้เป็นอย่างดี โดยยอดผู้เข้าร่วมงานรวมทั้งหมดมีประมาณ 220 คน โดยแบ่งเป็นผู้แทนจาก 74 กองทุนทั้งในและต่างประเทศ

 

หากเจาะลึกเฉพาะกองทุนต่างประเทศ มีจำนวน 42 กองทุน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 2 กองทุน และจำนวนบุคลากรต่างชาติที่เข้ามาร่วมก็เพิ่มจากเดิม 40 กว่าคนขึ้นมาเป็น 50 กว่าคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนต่างประเทศพร้อมที่จะเข้ามาศึกษาและมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดทุนไทยภายใต้แนวคิด "Reignite Thailand" อย่างแท้จริง

 

อัสสเดช คงสิริ

 

Mr. Samir Kogar, Country Head บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงมุมมองผู้ลงทุนต่างชาติที่ได้เข้าร่วมงานนี้ และทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปว่า หากเราเปรียบเทียบผลงานแบบปีต่อปี (Year on Year) จะเห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นถึง 27% สะท้อนถึงการฟื้นตัวและพัฒนาการที่ชัดเจนมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในภูมิภาคเอเชียขณะนี้ ประเทศไทยเป็นตลาดเดียวที่นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิด้วยมูลค่าถึง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ ในช่วงปีที่ผ่านมา อะไรแย่ๆ ที่จะเกิดมันก็ได้เกิดขึ้นไปหมดแล้ว แต่เมื่อเริ่มต้นปีนี้ด้วยสัญญาณที่ชัดเจนจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็ได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก

 

แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ้าง แต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังเห็นโอกาสการเติบโต (Upside) ของตัวเลข GDP ที่จะช่วยผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้เดินหน้าต่อ

 

Mr. Samir Kogar

 

DBSเคาะกรอบดัชนีสูงสุด 1,720 จุด

 

นางนริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเช่นกันว่า จากการที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามุมมองของพวกเขาต่อไทยมีความสร้างสรรค์เชิงบวก (Positive) ชัดเจนขึ้นมาก และเริ่มมองเห็นเรื่องราวการลงทุนของไทยที่มีความน่าสนใจและเป็นรูปธรรม

 

โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI), โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure), ดาต้าเซนเตอร์ (Data Center), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนของภาคเอกชนที่สอดรับกับเวทีสัมมนาในวันนี้


อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีลักษณะเลือกสรรอย่างมาก (Selective) ไม่ใช่การกวาดซื้อหุ้นไทยทุกกลุ่มทั่วทั้งกระดาน (Across the board) พวกเขาเลือกเจาะจงเฉพาะบริษัทที่มีความชัดเจนของกำไรมีความสามารถในการแข่งขันระดับสูง และเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้างใหม่ๆ

 

หากสรุปมุมมองของต่างชาติในรอบนี้ จะมี 3 คำหลัก คือ Constructive (สร้างสรรค์เชิงบวก), Selective (เน้นการเลือกสรร) และ Growth (มุ่งเน้นกลุ่มที่เติบโต) ต่างชาติกำลังมองหาหลักฐานสำคัญว่าการลงทุนรอบใหม่ของไทยจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่

 

"เราประเมินเป้าหมายดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,720 จุด คำนวณจากค่า Forward PE ที่ประมาณ 16.7 เท่า ซึ่งระดับนี้ยังคงสอดคล้องและใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (5-year average) เราเชื่อมั่นว่ามีโอกาสสูงที่จะเห็นดัชนีกลับขึ้นไปแตะระดับ 1,700 จุด"

 

นางนริศรา วิเศษโกสิน

 

นายพรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman - Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฟีดแบคสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันมองหาแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ เสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability) ประเด็นนี้มาเป็นอันดับแรก เพราะจุดที่ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มเด้งกลับขึ้นมาคือความเชื่อมั่นว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นกลุ่มเทคโนแครต (Technocrat) เข้ามาช่วยกุมบังเหียนควบคุมเศรษฐกิจหลัก ตัวอย่างเช่น สปีชของคุณเอกนิติที่มองไปข้างหน้า ปฏิบัติได้จริง มีความสมดุล และยืนอยู่บนความเป็นจริง

 

เครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (Growth Engine) นักลงทุนพูดถึง AI ค่อนข้างมาก  แต่คำถามคือเราจะได้รับประโยชน์อย่างไร ซึ่งก็มีทั้งประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม เช่น ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center น่าสนใจตรงที่เมื่อนักลงทุนได้ยินว่ารัฐบาลพยายามออกกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมและสร้างกรอบการลงทุนด้าน AI (Framework) ให้ชัดเจน พวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นการห้าม แต่กลับมองเป็นเรื่องบวกที่ช่วยให้การเติบโตเกิดความยั่งยืน

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแต้มต่อหรือ "Significant Upside" ในระดับภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย แม้สิงคโปร์จะเริ่มก่อนจนเต็มศักยภาพแล้ว และมาเลเซียมาเป็นอันดับสอง ส่วนไทยเราเป็นอันดับสาม แต่หากเปรียบเทียบในเรื่องพลังงาน (Power), โลจิสติกส์ (Logistic) และภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความเป็นกลางสูงมาก (Geopolitically neutral) นักลงทุนชอบจุดนี้ในสถานการณ์โลกปัจจุบันมาก และมองว่าไทยมีสิทธิ์ที่จะแซงหน้าประเทศอื่นได้

 

สิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดคือ เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งรวมถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) หากไม่มีสิ่งนี้ ทั้ง AI และ Data Center ก็เกิดไม่ได้ คาดว่าภายใน 12-24 เดือนข้างหน้า จะมีข่าวดีเกี่ยวกับพัฒนาการของ PDP ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ (Big Driver) ให้ตลาดขยับขึ้นอีกระดับหนึ่ง แม้เราจะมีความท้าทายเรื่องโครงสร้างประชากร (Demographics) อยู่ก็ตาม

 

ปัจจุบันถ้านับค่าเฉลี่ยสะสม นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ (Underweight) อยู่พอสมควร ย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิสะสมสูงถึงประมาณ 10,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12,000 - 13,000 ล้านเหรียญ) ขณะที่เพิ่งกลับมามียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ดังนั้น สัดส่วนโดยรวมจึงยังคง Underweight การปรับตัวขึ้นมาจากระดับดัชนี 1,200 จุดขึ้นมา ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากฐานดัชนีที่ต่ำมาก (Low base effect)  มองเป้าดัชนีไว้ที่ 1,680 จุด

 

อย่างไรก็ดี สัญญาณบวกเบื้องต้น (Early indicator) ที่เราเห็นในตอนนี้คือ นักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาศึกษาและทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนไทยกันอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อประเมินสถานะการลงทุน ส่วนปัจจัยหลักที่จะทำให้เงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาวขึ้นอยู่กับสองประเด็นหลัก


1.    เสถียรภาพ (Stability) ต้องรักษาเสถียรภาพทางการเมืองให้นิ่งอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเชื่อมั่น


2.    การลงมือปฏิบัติจริง (Execution) นักลงทุนเฝ้ารอดูกระบวนการถัดไปว่าสิ่งที่เราพูดไว้จะทำจริงได้มากน้อยแค่ไหน เช่น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) หรือโครงสร้างด้าน Data Center ไม่จำเป็นต้องเกิดผลแบบหวือหวาใหญ่โตทันที (Big bang) แต่ขอให้เห็นการทยอยส่งมอบความสำเร็จตามเป้าหมาย (Deliver) อย่างเป็นระบบ เมื่อเห็นความคืบหน้า นักลงทุนก็จะเริ่มปรับมุมมองและเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น ด่านต่อไปที่ทุกคนจับตาคือ "The next stage of execution"

 

เคาะเป้าหุ้นไทย 1,680 จุด

 

นายศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักลงทุนหลายคนบอกว่าไม่ได้มาร่วมงาน Thailand Focus นานมาก และยินดีที่ได้กลับมาในรอบนี้ หากย้อนกลับไป กระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Positive Inflow) จากต่างประเทศเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2022 ซึ่งนับเป็นเครื่องชี้วัดความมั่นใจที่ดี 

 

และจากการได้พูดคุยกับนักลงทุนส่วนใหญ่มี โดยประเด็นแรกคือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องนิ่งและมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้องเหมาะสมกับบริบทปัจจุบันและอนาคตเพื่อกระตุ้นการเติบโต เพราะหากการเมืองนิ่งอย่างเดียวแต่ไม่มีนโยบายผลักดัน มันก็ไม่เกิดการเติบโตการที่นักลงทุนได้ฟังคำอธิบายจากรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทำให้อุ่นใจขึ้นมาก

 

จุดสำคัญคือ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาตลาดจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น (Rally) แต่ต่างชาติมองว่านี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ปัจจุบัน ค่า P/E ของตลาดหุ้นไทย หากไม่นับ DELTA อยู่ที่ประมาณ 12 เท่ากว่าๆ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 15 เท่า จึงยังเป็นระดับที่น่าดึงดูดและน่าสนใจมาก

 

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังได้ฝากขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับมาตรการต่างๆ ที่พยายามส่งเสริมและสนับสนุนสภาพคล่อง (Liquidity) ให้กลับคืนสู่ตลาดหุ้นไทย หากเสถียรภาพการเมืองดี นโยบายเอื้ออำนวย บริษัทจดทะเบียนพยายามทำผลประกอบการให้ออกมาดีและตลาดช่วยส่งเสริมสภาพคล่อง ทุกๆปัจจัยก็จะเรียงตัวสอดประสานกันทำให้ตลาดเติบโตต่อไปได้ดี

 

"เป้าดัชนีสิ้นปี 2026 มองไว้ที่ 1,680 จุด แต่โดยปกติกลุ่มผู้จัดการกองทุนและสำนักวิจัยจะเริ่มขยับเลื่อนรอบการคิดดัชนี (Roll over) ไปใช้ฐานกำไรของปีถัดไปและปรับฐาน P/E ใหม่ในช่วงไตรมาส 4/69 ดังนั้น เราจะเริ่มเห็นเป้าหมายใหม่ๆ ถูกอัปเกรดขึ้นในช่วงนั้น แต่ปัจจัยแวดล้อมสำคัญที่สุดคือการเมืองต้องนิ่งและมีทิศทางการปฏิบัติงานจริงที่ชัดเจนหากการปฏิบัติจริงคืบหน้าไปด้วยดีและสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นระบบ ดัชนีเป้าหมายก็มีสิทธิ์ปรับสูงขึ้นได้ถึงระดับ 2,000 จุด"

 

"เอกนิติ" หวังหุ้นไทยปีนี้ 2,000 จุด! โบรกนอกเคาะเป้าดัชนีสูงสุด 1,720 จุด

 

ข่าวล่าสุด

“อรรถวิชช์” ดัน 2 ร่าง พ.ร.บ. รองรับกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

“อรรถวิชช์” ดัน 2 ร่าง พ.ร.บ. รองรับกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว