
SET ผันผวน ความเสี่ยงภายนอกกดดัน หลังสหรัฐฯ ขู่คว่ำบาตรจีนหากทำธุรกิจกับอิหร่าน
InnovestX คาด SET แกว่งผันผวน หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ถูกกดดัน หลังหุ้น Tech สหรัฐฯ ร่วงลงวานนี้ ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่คว่ำบาตรจีนหากดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ FTREIT และ CENTEL
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทย (SET) ผันผวนและถูกกดดันจากความเสี่ยงภายนอก หลังสหรัฐฯ ขู่จะคว่ำบาตรจีนหากทำธุรกิจกับอิหร่าน
- ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยช่วยพยุงตลาด โดยคาดว่าจะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น
- ตลาดยังมีปัจจัยบวกในประเทศช่วยประคอง เช่น ความคาดหวังเม็ดเงินลงทุนจากงาน Thailand Focus และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET แกว่งซึมลงผันผวน คาดหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ถูกกดดัน หลังหุ้น Tech สหรัฐฯ ที่ร่วงลงวานนี้ รวมถึงแรงกดดันจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ เตือนว่าจีนอาจถูกคว่ำบาตรหากดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน ขณะที่ราคาน้ำมันยังขยับขึ้น น่าจะช่วยหนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น ช่วยประคองตลาด รวมทั้งคาดว่าน่าจะมีแรงซื้อกลับในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน ทางเทคนิคดัชนีร่วงลงมาบริเวณ 1600 จุด อีกทั้งหลุดกรอบล่าง Uptrend Channel เป็นสัญญาณลบในระยะสั้น
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SETจะแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยแม้มีปัจจัยหนุนจากความคาดหวัง Fund Flow จะไหลเข้าสะสมในหุ้นขนาดใหญ่ (SET50) รับ Sentiment บวกจากการจัดงาน Thailand Focus 2026 (26-28 ส.ค.) ที่เปิดเวทีเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก
อีกทั้งยังมีประเด็นบวกจากการพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องของภาครัฐ อาทิ การอุดหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, ไทยเที่ยวไทยพลัส ขณะที่การประชุม กนง. คาดยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อภาพการลงทุนและเศรษฐกิจจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ "Selective Buy" ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. Thailand Focus Play ซึ่งคาดจะได้อานิสงส์จากความหวัง Fund Flow จะไหลเข้าจากงาน Thailand Focus โดยเน้นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและสถิติมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกจากการจัดงานนี้ ได้แก่ CRC CPN GPSC KKP PTTGC CENTEL WHA
2. Policy Play ซึ่งได้ประโยชน์จากความคืบหน้าผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ มาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส (ERW CENTEL AWC CPALL CPN), มาตรการหนุนพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์รูฟท็อปและข้อสรุป PDP2026 (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHAUP), การเร่งเบิกจ่ายของหน่วยงานรัฐก่อนปิดปีงบประมาณและร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2027 (STECON CK SCC SCCC)
3. High Dividend Play เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นดักการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดให้ Div. Interim Yield >2% ได้แก่ AMATA (XD 26 ส.ค.) SIRI (XD 27 ส.ค.) BCH (XD 27 ส.ค.) PRM (XD 27 ส.ค.) TLI (XD 28 ส.ค.)
4. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไรครึ่งหลังปี 2569 ที่คาดจะ เติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH BCPG MTC TIDLOR
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ FTREIT ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลง ขณะที่ราคาหุ้นคาดจะมีความผันผวนต่ำท่ามกลางความไม่แน่นอนของบรรยากาศการลงทุน ผลประกอบการปี 2569 คาดจะคงเติบโต YoY จากอุปสงค์โรงงานให้เช่าที่แข็งแกร่ง และคาดจะคงจ่ายปันผลในอัตราที่สูงที่ 6.6% เป้าหมายระยะสั้นที่ 12.70 บาท
CENTEL ปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวในภาคท่องเที่ยวที่เริ่มเห็นสัญญาณในไตรมาส 3/2569 และคาดจะชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันและมีอีเว้นท์ระดับชาติและคาดจะมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภาครัฐ เชื่อว่ากำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีในไตรมาส 2/2569 แล้ว และคาดกำไรปกติจะฟื้นตัวต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1/2570 เป้าหมายระยะสั้นที่ 43.50 บาท







