
Alibaba ทวงบัลลังก์หุ้นเทคฯ จีนขวัญใจนักลงทุน รับอานิสงส์ AI บูม
Alibaba กลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งในฐานะหุ้นเทคโนโลยีจีนขวัญใจนักลงทุน หลังเดินหน้าลุยสมรภูมิ AI เต็มสูบ ดันราคาหุ้นในตลาดฮ่องกงพุ่งทะยานกว่า 36% ในไตรมาสนี้
KEY
POINTS
- ราคาหุ้น Alibaba ในตลาดฮ่องกงปรับตัวสูงขึ้นถึง 36% ในไตรมาสนี้ ทำผลงานโดดเด่นแซงหน้าคู่แข่งอย่าง Tencent ก้าวขึ้นเป็นหุ้นเทคฯ จีนขวัญใจนักลงทุนอีกครั้ง
- ทุ่มลงทุนแบบ Full-Stack ทั้งการพัฒนาชิป ธุรกิจคลาวด์ และโมเดลภาษา (Qwen) สลัดภาพแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ซบเซา สู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่หารายได้ได้จริง
- ธุรกิจคลาวด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งที่ 37% ทิ้งห่าง Huawei (17%) และ Tencent (10%)
อาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group Holding Ltd.) กลับมาทวงบัลลังก์หุ้นเทคโนโลยีจีนที่นักลงทุนทั่วโลกโปรดปรานอีกครั้ง หลังโชว์ศักยภาพเหนือคู่แข่งในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ดันราคาหุ้นในตลาดฮ่องกงพุ่งทะยานถึง 36% ในไตรมาสนี้ ทิ้งห่างคู่แข่งสำคัญอย่างเทนเซ็นต์ (Tencent) อย่างชัดเจน
จุดที่ทำให้อาลีบาบาเหนือกว่าคู่แข่ง
ความแตกต่างที่ทำให้อาลีบาบาโดดเด่นกว่าหุ้นเทคฯ ตัวอื่นในดัชนี Hang Seng Tech Index คือ "ทิศทางการดำเนินธุรกิจ"
ในขณะที่เทนเซ็นต์เลือกใช้ AI เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโซเชียลมีเดียและคอนเทนต์ แต่อาลีบาบากลับเลือกเดินหน้าทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้าง "โครงสร้างพื้นฐาน" ไม่ว่าจะเป็น Generative AI, ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง และการพัฒนาชิปเซ็ต
กลยุทธ์นี้ส่งผลให้ธุรกิจคลาวด์ของอาลีบาบากลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับมาจากกลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่ (เช่น Z.AI Co.) ได้สำเร็จ
"การลงทุนด้าน AI ของอาลีบาบาเดินมาถูกทาง ช่วยดึงดูดเม็ดเงินและเพิ่มยอดการใช้งานในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โอกาสในการสร้างรายได้ที่ชัดเจนคือตัวจุดประกายความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับมา" — แกรี ตัน (Gary Tan), ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ Allspring Global Investments
สลัดภาพ "อีคอมเมิร์ซ" สู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นักลงทุนเคยมองอาลีบาบาเป็นเพียงยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่เผชิญปัญหากำลังซื้อในประเทศซบเซา แต่วันนี้ความก้าวหน้าด้าน AI ได้พลิกโฉมบริษัทอย่างสิ้นเชิง
โมเดลภาษาแบบ Open-weight ของบริษัทที่ชื่อว่า "Qwen" กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากองค์กรทั่วโลกต่างมองหาบริการ AI ในจีนที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาเข้าถึงได้
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ประเมินว่า อาลีบาบาจะรายงานตัวเลขรายได้เติบโต 8.4% ในช่วงไตรมาสเดือนมิถุนายน ซึ่งทำสถิติเติบโตเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี
แม้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิอาจลดลงบ้างจากการทุ่มลงทุนหนัก แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง เทนเซ็นต์ และ ไป่ตู้ (Baidu) ที่ราคาหุ้นร่วงหลังรายงานผลประกอบการต่ำกว่าคาดการณ์ ทิศทางของอาลีบาบากลับสดใสและแข็งแกร่งกว่ามาก
แนวโน้มผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดกังวล
อเล็กซ์ เหยา (Alex Yao) นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase & Co. มองว่า ปัจจัยบวกของอาลีบาบามาจาก 2 ส่วนหลัก
- ตัวเลขขาดทุนที่ลดลงในกลุ่มธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีและควิกคอมเมิร์ซ
- รายได้และอัตรากำไรที่เร่งตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดในธุรกิจคลาวด์
ครองส่วนแบ่งตลาดคลาวด์ ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเทใจให้อาลีบาบา คือความเป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางกระแสการเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ ๆ มากมาย (เช่น V4 ของ DeepSeek หรือ Kimi K3 ของ Moonshot AI)
องค์กรธุรกิจเริ่มไม่ยึดติดกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่เลือกใช้ระบบโดยวัดจาก "ต้นทุนและประสิทธิภาพ" เป็นหลัก
ข้อมูลจาก Omdia (ไตรมาส 4 ปี 2025) ระบุส่วนแบ่งตลาดคลาวด์ในจีน ดังนี้
- อันดับ 1: อาลีบาบา (37%)
- อันดับ 2: หัวเว่ย (17%)
- อันดับ 3: เทนเซ็นต์ (10%)
นอกจากการเป็นเจ้าตลาดคลาวด์แล้ว อาลีบาบายังเดินหน้าออกแบบชิปด้วยตนเอง และพัฒนาโปรดักต์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไปผ่านแอปพลิเคชัน Qwen ไปจนถึงเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาองค์กร
อลิเซีย แยป (Alicia Yap) นักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. สรุปความได้เปรียบนี้ว่า บริษัทที่มีขีดความสามารถแบบครบวงจร (Full-stack) ตั้งแต่ชิปเซ็ต โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงแอปพลิเคชันอย่างอาลีบาบา ถือว่ายืนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบและพร้อมครองความเป็นผู้นำตลาด AI ในระยะยาวอย่างแท้จริง







