
หุ้นไทยครึ่งปีหลังสดใสรับกำไร บจ.ฟื้น-เงินต่างชาติไหลเข้า ดัชนีมีลุ้น 1,710 จุด
บล.บัวหลวง ชี้สัญญาณกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เริ่มฟื้นวงกว้างหลังประมาณการกำไร SET ปรับขึ้น 11% ขณะที่ Global Manufacturing PMI – วัฏจักรลงทุน AI – FDI และ Fund Flow ต่างชาติ แรงหนุน ด้านท่องเที่ยว-ค้าปลีกทยอยฟื้น พร้อมชู 5 ธีมลงทุน “Growth–Defensive–ท่องเที่ยว–Event–พลังงาน” รับตลาดขาขึ้นรอบใหม่
KEY
POINTS
- บล.บัวหลวง ชี้สัญญาณกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เริ่มฟื้นวงกว้างหลังประมาณการกำไร SET ปรับขึ้น 11%
- ขณะที่ Global Manufacturing PMI – วัฏจักรลงทุน AI – FDI และ Fund Flow ต่างชาติ แรงหนุน ด้านท่องเที่ยว-ค้าปลีกทยอยฟื้น
- พร้อมชู 5 ธีมลงทุน “Growth–Defensive–ท่องเที่ยว–Event–พลังงาน” รับตลาดขาขึ้นรอบใหม่
แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้ง สงคราม, ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ, กำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวทั่วถึง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม
แต่ "พิริยพล คงวาณิช" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ยังคงมองทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีโอกาสเดินหน้าต่อในเชิงบวก
หลังภาพตลาดในช่วงครึ่งปีแรกทำผลงานได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 29% จากต้นปี และสามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลายแห่งในเอเชียและอาเซียน
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งจากระดับ Valuation ที่ไม่สูง เงินปันผลที่อยู่ในระดับน่าสนใจ ค่าเงินที่มีเสถียรภาพ และภาพการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น สามารถดึงดูดกระแสเงินลงทุนต่างชาติให้กลับเข้าสู่ตลาดได้เมื่อจังหวะเหมาะสม
กำไร SET ปรับขึ้น 11%
หนึ่งในปัจจัยที่บัวหลวงให้น้ำหนักมากที่สุด คือ การปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยมองว่าปีนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ปีที่ประมาณการกำไรของตลาดถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ประมาณการกำไรของ SET ถูกปรับขึ้นราว 11% แรงขับเคลื่อนในช่วงแรกมาจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์
ขณะที่ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นการปรับประมาณการกำไรขยายไปยังกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ทั้งไฟแนนซ์ ค้าปลีก ขนส่ง และท่องเที่ยว
การกระจายตัวของการปรับประมาณการกำไรถือเป็นสัญญาณที่สำคัญ เพราะในช่วงต้นปีการฟื้นตัวของกำไรยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในหุ้นวัฏจักร แต่ล่าสุดเริ่มเห็นการฟื้นตัวของหุ้น Domestic Play มากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนดัชนีในช่วงครึ่งปีหลัง
กำไร Q2/69 เซอร์ไพรส์บวก
สำหรับฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่รายงานงบแล้วประมาณหนึ่งในสามของตลาด มีกำไรโดยรวมสูงกว่าคาดประมาณ 6% และสัดส่วนบริษัทที่มีกำไรดีกว่าคาดอยู่ประมาณ 48%
กลุ่มที่มีผลประกอบการดีกว่าคาด ได้แก่ ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ ธนาคารขนาดเล็ก ผู้ส่งออกอาหาร โรงไฟฟ้า และโรงแรม ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางบริษัทได้รับแรงกดดันจากปัญหา Supply Shortage ภาพดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของกำไรเริ่มขยายจากหุ้นวัฏจักรไปสู่หุ้น Domestic Play มากขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางกำไรตลาดในครึ่งปีหลัง
เศรษฐกิจโลกฟื้นหนุนหุ้นวัฏจักร-ส่งออก
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนตลาดคือ ภาคการผลิตของโลกที่กลับเข้าสู่ช่วงขยายตัว โดย Global Manufacturing PMI อยู่ในระดับที่สะท้อนการฟื้นตัว และเป็นการฟื้นตัวที่มีลักษณะ Broad-based ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และจีน
การฟื้นตัวดังกล่าวส่งผลดีต่อหุ้นที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะพลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ ขณะที่ราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูงยังช่วยสนับสนุนประมาณการกำไรของบริษัทในกลุ่มวัฏจักร
นอกจากนี้ วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยบัวหลวงประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้และปีหน้ามีโอกาสขยายตัวประมาณ 10-15%
GDP ไทยโตไม่แรง
สำหรับเศรษฐกิจไทย บัวหลวงประเมิน GDP ปี 2569 มีโอกาสเติบโตประมาณ 1.7-2% ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 2-2.3% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุน
ด้านเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ราว 2% ในปีนี้ และลดลงมาอยู่ประมาณ 1.5% ในปีหน้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 1% ซึ่งมองว่าเป็นระดับต่ำสุดและมีแนวโน้มทรงตัวในระดับดังกล่าวต่อเนื่อง
การท่องเที่ยว แม้ปีนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในไตรมาส 2 แต่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 31.8 ล้านคน ลดลงจาก 33 ล้านคนในปี 2568 หากไม่มีเหตุการณ์สงครามเพิ่มเติมปี 2570 มีโอกาสฟื้นกลับมาอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน
เงินต่างชาติจ่อไหลเข้า
บัวหลวงมองว่า กระแสเงินทุนต่างชาติ หรือ Foreign Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยในอดีตช่วงที่ภาคการผลิตโลกเข้าสู่ขาขยายตัว นักลงทุนต่างชาติมักเข้าซื้อหุ้นไทยในระดับประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท และใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือนต่อรอบ
ขณะที่รอบปัจจุบันเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดไทยแล้วประมาณ 70,000-74,000 ล้านบาท จึงยังมีพื้นที่ให้เงินทุนไหลเข้าต่อ โดยมี Global Manufacturing PMI เป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม บัวหลวงเตือนว่าไม่ควรตีความว่าเงินต่างชาติจะไหลเข้าตามตัวเลขในอดีตแบบอัตโนมัติ เพราะท้ายที่สุดนักลงทุนต่างชาติยังพิจารณา Valuation, Earnings Gap และ Dividend Yield เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศ
อีกหนึ่งปัจจัยที่บัวหลวงให้น้ำหนัก คือ วัฏจักรการลงทุนของไทยที่ยังไม่จบ โดยยอดขอรับและอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI รวมถึง FDI มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ข้อมูลการอนุมัติลงทุนในช่วงปี 2566-2568 เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเม็ดเงินที่ได้รับอนุมัติมักใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2567-2568 จึงมีโอกาสเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปีหน้า
อย่างไรก็ตาม คอขวดสำคัญของการลงทุนรอบนี้คือ ไฟฟ้าและระบบสายส่ง โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งหากมีการลงทุน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพิ่มขึ้น ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บัวหลวงมองว่าการลงทุนในระบบสายส่งไฟฟ้า รวมถึงความชัดเจนของแผน PDP และ Direct PPA จะเป็นปัจจัยสำคัญในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า และอาจกลายเป็น Growth Area หรือ Sweet Spot ทั้งต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
5 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บัวหลวงแนะนำกระจายพอร์ตออกเป็น 5 ธีมหลัก เพื่อรับมือกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่อาจยังไม่ทั่วถึง ได้แก่
1. Long-term Structural Growth ให้น้ำหนักกับธีมโครงสร้างระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจไฟฟ้าและโรงไฟฟ้า ซึ่งได้รับประโยชน์จากความต้องการไฟฟ้าของ Data Center และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงความคืบหน้าของ PDP และ Direct PPA ที่อาจกลายเป็น Catalyst สำคัญในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า หุ้นแนะนำ GULF, WHAUP และ GUNKUL
2. Defensive Play หุ้นปันผลและบริษัทที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอยังคงเป็นส่วนสำคัญของพอร์ต โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ซึ่งบัวหลวงมองว่าสามารถใช้กลยุทธ์ Buy on Dip และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้
เหตุผลสำคัญคือผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 60% มาจากเงินปันผล ทำให้ Dividend Play ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างผลตอบแทนระยะยาว หุ้นแนะนำ KTB
3. Domestic Tourism Recovery กลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศมีโอกาสฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล ค้าปลีก และขนส่ง
บัวหลวงมองว่าไตรมาส 2/2569 อาจเป็นจุดต่ำสุดของกำไรหลายบริษัท ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีและต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
สำหรับค้าปลีก สัญญาณจากยอดขายสาขาเดิมในเดือนกรกฎาคมยังค่อนข้างดี โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอที ร้านสะดวกซื้อ และ Small Ticket Lifestyle ขณะที่ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างยังฟื้นตัวช้ากว่า หุ้นแนะนำ COM7, CRC, ERW และ CBG
4. Event Play เน้น Super El Niño รับภัยแล้งและอากาศร้อนจัดในช่วงปลายปี ธีมการบริโภคเครื่องดื่มอาจกลับมาเป็น Trading Idea โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มและร้านสะดวกซื้อ
ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรหรือเนื้อสัตว์อาจเป็นอีกหนึ่งธีมเก็งกำไรตามฤดูกาล หุ้นแนะนำ CPF, BTG และ ICHI
5. Inflation Hedge หากสงครามยืดเยื้อ แม้บัวหลวงไม่ได้คาดว่าจะลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ราคาพลังงานอาจทรงตัวในระดับสูงและทำให้เงินเฟ้อมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้นหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีจึงยังควรมีอยู่ในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ดังกล่าว หุ้นแนะนำ PTT, PTTGC
"กลุ่มที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวมีสัญญาณฟื้นตัวค่อนข้างชัด แม้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่ยุติ กลุ่มโรงแรมและโรงพยาบาลที่พึ่งพาลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลางมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง"
3 ความเสี่ยงหลัก
แม้ภาพรวมเป็นบวก แต่บัวหลวงยังมองว่าตลาดต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน
- ประการแรกคือ สงคราม หากยืดเยื้ออาจทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงและเพิ่มความผันผวนของตลาด
- ประการที่สองคือ สงครามการค้าและมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยมีการกล่าวถึงมาตรการตาม Section 301 และอัตราภาษีไทยที่ 12.5% อย่างไรก็ตาม บัวหลวงมองว่า Impact อาจไม่ได้รุนแรงมาก เนื่องจากอัตราภาษีดังกล่าวไม่ได้สูงกว่าคู่แข่งมากนัก โดยคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและจีนอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
- ประการสุดท้ายคือ หนี้ครัวเรือน แม้มีสัญญาณลดลงแต่ระดับหนี้ยังสูงกว่า 80% ของ GDP ถือเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภคภายในประเทศ ทำให้การฟื้นตัวของ Domestic Economy อาจไม่ทั่วถึง
SET โอกาสแตะ 1,710 จุดกลางปีหน้า
ในด้าน Valuation หากวัฏจักรการผลิตโลกยังอยู่ในช่วงขยายตัว ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเห็นการ Re-rating ของ P/E จากสถิติในอดีต ช่วงที่ภาคการผลิตโลกขยายตัว P/E ของ SET มักขยับขึ้นสู่ระดับค่าเฉลี่ยระยะยาวหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย โดยรอบนี้ประเมินกรอบ P/E ประมาณ 16.7-17.4 เท่า
ประกอบกับคาดการณ์ EPS ปี 2570 ราว 98 บาทต่อหุ้น ทำให้บัวหลวงประเมินกรอบ SET ในช่วงกลางปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 1,650-1,710 จุด โดยระดับ 1,710 จุดเป็นเป้าหมายด้านบนของกรอบดังกล่าว
จังหวะที่ดัชนีมีโอกาสทดสอบระดับ 1,710 จุด บัวหลวงมองว่าอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2569 หากปัจจัยสนับสนุนทั้งกำไร เศรษฐกิจ การบริโภค การท่องเที่ยว และฤดูกาลของตลาดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
จัดพอร์ตลงทุนหุ้นสหรัฐฯ
ด้าน "ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง แนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนใน 5 เดือนหลัง แนะนำหุ้นสัดส่วน 74% ตราสารหนี้ 22% และสินทรัพย์ทางเลือก+ทองคำ 4%
โดยมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าสนใจที่สุด และมีผลประกอบการเติบโตดี แนะนำลงทุนหุ้นสหรัฐฯ สัดส่วน 43% หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ 5% ญี่ปุ่น 3% รวมถึงการเริ่มทยอยสะสมหุ้นในตลาดหุ้นอินเดีย 6% เกาหลีใต้ 5% หุ้นเทคโนโลยีจีน 8%.







