posttoday
SCGD เดินเกมครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน 20% ผนึก Axent รุก Smart Toilet ดันเวียดนามฐานผลิตหลัก

SCGD เดินเกมครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน 20% ผนึก Axent รุก Smart Toilet ดันเวียดนามฐานผลิตหลัก

22 กรกฎาคม 2569

"เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD)" กางแผนยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลัง รุกปรับโครงสร้างการผลิตในไทยรวมศูนย์จาก 4 เหลือ 2 โรงงาน หวังลดต้นทุนพุ่ง 16-20% พร้อมจับมือ Axent Switzerland AG ตั้งฐานผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย ดันเวียดนามเป็นฐานส่งออกหลักสู่ตลาดโลก มั่นใจผลงานปีนี้กำไรเติบโตแม้เผชิญปัจจัยท้าทายรอบด้าน

KEY

POINTS

  • "เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD)" กางยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลัง รุกปรับโครงสร้างการผลิตในไทยรวมศูนย์จาก 4 เหลือ 2 โรงงาน หวังลดต้นทุน 16-20%
  • พร้อมจับมือ Axent Switzerland AG ตั้งฐานผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย ดันเวียดนามเป็นฐานส่งออกหลักสู่ตลาดโลก
  • มั่นใจผลงานปีนี้กำไรเติบโตแม้เผชิญปัจจัยท้าทายรอบด้าน

ท่ามกลางอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างที่ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ผู้ผลิตหลายรายยังคงต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาต่ำและต้นทุนที่ผันผวน แต่ "บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD" เลือกใช้จังหวะนี้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

 

แผนยุทธศาสตร์ของ SCGD ไม่ได้มุ่งเพียงลดต้นทุน แต่เป็นการยกเครื่องธุรกิจทั้งระบบ ตั้งแต่การรวมฐานการผลิตในประเทศไทย ผลักดันเวียดนามขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค ไปจนถึงการรุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะผ่านการจับมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อสร้าง New Growth Engine รองรับการเติบโตในอนาคต

 

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ยอมรับว่าตลาดในประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่บริษัทเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์การรวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย ปรับลดโรงงานจาก 4 แห่ง เหลือเพียง 2 แห่งภายในปี 2570 ทำให้มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นจากโครงการรวมฐานการผลิตในประเทศไทยเพียงครั้งเดียวรวม 957 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 เพื่อรองรับการลงทุนและการปรับโครงสร้างโรงงาน 

 

แต่การรวมฐานในไทยทำให้เพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ขึ้นไปแตะระดับ 90% จากเดิมที่ 40-50% ช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 16-20% และสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาเฉลี่ยปีละ 380 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มเห็นผลประโยชน์จากส่วนลดต้นทุนนี้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 ก่อนรับรู้ประโยชน์เต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผนึก Axent รุกตลาด Smart Toilet

 

อีกหนึ่งแผนงานสำคัญ คือ การขยายธุรกิจสู่สินค้ามูลค่าสูง (HVA) โดยล่าสุดบอร์ดได้อนุมัติบริษัทลูก "สยามซานิทารีแวร์ (SSW)" ร่วมทุนกับ "Axent Switzerland AG" ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีสุขภัณฑ์อัจฉริยะจากจีนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน มูลค่าทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาท โดย SSW ถือหุ้น 51% และ Axent ถือ 49%

 

เพื่อผลิตและประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) และ สุขภัณฑ์ไร้ถังพักน้ำ (Tankless Toilet) ในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ COTTO กำลังการผลิต 96,000 ชิ้นต่อปี คาดเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือนเมษายน 2570

 

SCGD มองว่าตลาด Modern Toilet จะเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ในช่วงปี 2568-2574 ทั้งนี้ มูลค่ารายการคิดเป็นเพียง 0.15% ของสินทรัพย์รวม จึงไม่เข้าข่ายรายการที่ต้องเปิดเผยเป็นรายการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ที่มีนัยสำคัญตามเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

ขณะที่สถานการณ์สินค้าคุณภาพต่ำที่เข้ามาแข่งขันในตลาดไทย บริษัทปรับกลยุทธ์โดยส่งสินค้ากลุ่ม SPC และสินค้าในแบรนด์พรีเมียมที่จับต้องได้ เข้ามาตอบโจทย์ลูกค้า

 

พร้อมทั้งรุกช่องทางออนไลน์ซึ่งมีการเติบโตสูงถึง 80% ในกลุ่มสินค้าที่ซื้อซ้ำบ่อย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาส 2/2569 ขยับขึ้นเป็น 29.8% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดใหม่ (New High) แม้ยอดขายในไทยจะชะลอตัวก็ตาม

 

SCGD เดินเกมครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน 20% ผนึก Axent รุก Smart Toilet ดันเวียดนามฐานผลิตหลัก

เวียดนาม-ฟิลิปปินส์ เสริมทัพครึ่งปีหลัง

 

ในระดับภูมิภาค SCGD วางกลยุทธ์ให้ "เวียดนาม" เป็นเสาหลักในการเติบโต (Growth Pillar) และเป็นฐานการส่งออกสำคัญ โดยในไตรมาส 2/2569 ยอดส่งออกของเวียดนามเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 98% บริษัทอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตกระเบื้องพอร์ซเลนเพิ่มเติมทั้งในภาคกลางและภาคเหนือ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอาเซียน

 

นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ Regional Optimization ด้วยการส่งสินค้าจากเวียดนามไปจำหน่ายใน "ฟิลิปปินส์" เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งและขยายส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่เกาะต่างๆ

 

อย่างไรก็ดี SCGD ยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของ 4 ประเทศหลักอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการชะลอตัวชัดเจนที่สุด ขณะที่อินโดนีเซียชะลอลงเช่นกันจากปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ แต่มีผลกระทบต่อภาพรวมไม่มากนัก

 

ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทคาดหวังว่าการเติบโตของธุรกิจในเวียดนามและฟิลิปปินส์ จะเข้ามาช่วยชดเชยการชะลอตัวของไทยและอินโดนีเซีย หากเป็นไปตามแผน เชื่อว่ารายได้รวมจะสามารถทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน หรืออาจชะลอลงเพียงเล็กน้อยจากแรงกดดันของปัจจัยภายนอก

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทมองว่าหลังจากผ่านช่วงที่ยากที่สุดในไตรมาส 2/2569 ไปแล้ว การปรับตัวของธุรกิจเริ่มเห็นผลชัดเจน จึงคาดว่ากำไรของบริษัทจะทยอยเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2569

 

ฐานะการเงินแข็งแกร่ง-เดินหน้าลงทุนตามแผน

 

ด้านนายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ยืนยันว่าฐานะการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดมากกว่า 9,000 ล้านบาท และมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity Ratio) เพียง 0.2 เท่า

 

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.155 บาทต่อหุ้น พร้อมยืนยันงบลงทุนปี 2569 ที่ระดับ 2,400-2,500 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และขยายธุรกิจใหม่ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้.

 

ข่าวล่าสุด

วิกฤตฮิปโปแคระเหลือไม่ถึง 3,000 ตัว กับความหวังใหม่ที่มาพร้อม "หมูเด้ง"

วิกฤตฮิปโปแคระเหลือไม่ถึง 3,000 ตัว กับความหวังใหม่ที่มาพร้อม "หมูเด้ง"