
เฟ้นหาหุ้นหลบภัยสงครามตะวันออกกลางปะทุ ชูกลุ่มพลังงาน-แบงก์ ปันผลเด่น
ศึกตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่ง กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก หุ้นไทยผลกระทบจำกัด โบรกฯ ชูหุ้น Laggard หรือปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด แนะ 12 หุ้น กลุ่มพลังงาน-แบงก์ ปันผลสูง
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและภาวะดอกเบี้ยตึงตัวนานกว่าคาด ซึ่งกดดันสินทรัพย์เสี่ยง
- โบรกฯ แนะนำหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารเป็นหุ้นหลบภัย เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและดอกเบี้ยขาขึ้น
- หุ้นทั้งสองกลุ่มมีความน่าสนใจจากอัตราเงินปันผลที่โดดเด่น โดยกลุ่มพลังงานมีปันผลเฉลี่ย 5.5% และกลุ่มธนาคารสูงถึง 6.2%
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่กลับมาสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มขยายวงกว้าง โดยเฉพาะสถานะของช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงมีความคลุมเครือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญของโลก
ชนวนเหตุและผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การปะทะกันรอบที่ 4 ภายในสัปดาห์เดียวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการตอบโต้ไปยังพันธมิตรในภูมิภาค เช่น คูเวต จอร์แดน และกาตาร์ ได้สร้างความกังวลว่าความรุนแรงอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวได้ยาก
ผลที่ตามมาคือ ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มที่จะส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) นานกว่าที่คาดการณ์ไว้ สภาวะดอกเบี้ยตึงตัวนี้จะกดดัน “สินทรัพย์เสี่ยง” โดยเฉพาะกลุ่มเติบโตสูงและมูลค่าสูง เช่น กลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่เพิ่งมีการปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงกว่า 1 ใน 3 ของตลาด ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทั่วโลกในวงจำกัด
ตลาดหุ้นไทย “เป้าหมายหลัก” ของกระแสเงินทุน?
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นโลก ตลาดหุ้นไทยกลับมีความน่าสนใจในฐานะ Value Play ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ
- ต่างชาติเชื่อมมั่น: ความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อปัจจัยพื้นฐานในประเทศ หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ สะท้อนจากต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง 2.8 หมื่นล้านบาท (MTD)
- มูลค่า (Valuation) ยังน่าดึงดูด: แม้ภาพรวม PER ปี 2569 จะอยู่ที่ 17 เท่า แต่หากพิจารณาโดยหักหุ้น DELTA ออกไป จะพบว่า PER อยู่ที่เพียง 13.1 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดหุ้นสำคัญอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไต้หวันอย่างมีนัยสำคัญ
- ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่โดดเด่น: ตลาดหุ้นไทยคาดการณ์อัตราการจ่ายเงินปันผลในปี 2569 สูงถึง 3.6% ซึ่งมากกว่าดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่ให้เพียง 1.7% ถึงกว่าสองเท่า
กลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้น Laggard และ Dividend Yield สูง
ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีแรก SET ให้ผลตอบแทนสูงถึง 26.3% มองหากลุ่มที่ดัชนียัง Laggard หรือปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด, ให้ Dividend Yield สูง และได้ประโยชน์จากธีมการลงทุนในปัจจุบัน อาทิ
- กลุ่มพลังงาน (ENERG) ให้ผลตอบแทน 21.2% และมี Dividend Yield สูงถึง 5.5%
- กลุ่มธนาคาร (BANK) ให้ผลตอบแทน 19.8% และมี Dividend Yield สูงถึง 6.2%
- กลุ่มประกันภัย (INSUR) ให้ผลตอบแทน 16.0% และมี Dividend Yield ที่ 4.8%
กลยุทธ์การลงทุน
เน้นให้น้ำหนักไปที่หุ้นกลุ่ม Laggard ใน SET ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยแบ่งเป็น 2 ธีมหลัก ดังนี้
- กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี (รับอานิสงส์ราคาน้ำมันฟื้นตัว) ได้แก่ PTTEP, PTT, SPRC, BCP, TOP, PTTGC และ IVL
- กลุ่มธนาคาร-ประกัน (รับอานิสงส์ดอกเบี้ยตึงตัว) ได้แก่ BBL, TTB, KBANK, BLA, TLI







