
กรมบัญชีกลางรื้อสวัสดิการคุมค่ารักษาข้าราชการ หลังงบพุ่ง 9 หมื่นล. จ่อชง ครม.ใน 1 เดือน
กรมบัญชีกลางเดินหน้าปรับแก้พระราชกฤษฎีกาค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หลังงบพุ่งทะลุ 9 หมื่นล้านบาทต่อปี เปิดรับฟังความคิดเห็น 1 เดือน ก่อนเสนอ ครม. พร้อมงัด 4 มาตรการคุมค่าใช้จ่าย อุดช่องโหว่ทุจริต
KEY
POINTS
- กรมบัญชีกลางเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีใน 1 เดือน เพื่อปรับปรุงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หลังงบประมาณพุ่งสูงกว่า 9 หมื่นล้านบาท
- การปรับปรุงมุ่งเน้นการควบคุมค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ และป้องกันการทุจริต โดยยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกสิทธิการรักษาพยาบาล
- แนวทางเบื้องต้นประกอบด้วยการกำหนดให้โรงพยาบาลเบิกจ่ายตรง, เปิดให้ครอบครัวเลือกใช้สิทธิอื่นได้ และเพิ่มมาตรการลงโทษการทุจริตที่อาจนำไปสู่การตัดสิทธิทั้งครอบครัว
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการสวัสดิการข้าราชการ หลังพบว่า ค่าใช้จ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีงบประมาณ 2570 ตั้งงบประมาณไว้กว่า 90,000 ล้านบาท เพื่อดูแลผู้มีสิทธิกว่า 5 ล้านคน ทั้งข้าราชการและบุคคลในครอบครัว ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้
"หลังครบกำหนดรับฟังความคิดเห็นภายใน 1 เดือน กรมบัญชีกลางจะรวบรวมข้อเสนอ ปรับปรุงร่างกฎหมาย และสรุปเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยกรมบัญชีกลางเร่งดำเนินการให้ประกาศใหม่มีผลบังคับใช้เร็วที่สุด โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่เป็นการปรับระบบเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ และลดช่องโหว่การทุจริต" นางแพตริเซีย กล่าว
สำหรับมาตรการปรับปรุงมี 4 ประเด็น ได้แก่
1.กำหนดให้โรงพยาบาลเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น จากปัจจุบันที่ยังมีบางส่วนไม่ได้ใช้ระบบเบิกจ่ายตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่าย
2.เปิดทางให้บุคคลในครอบครัวเลือกใช้สิทธิได้ โดยสามารถเลือกใช้สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิบัตรทองและประกันสังคมตามความเหมาะสม จากเดิมที่ต้องใช้สิทธิข้าราชการเป็นหลัก
3.เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต หากพบการทุจริตจากบุคคลในครอบครัว เช่น การเบิกหรือจัดหายาเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ อาจมีมาตรการตัดสิทธิทั้งครอบครัว รวมถึงข้าราชการเจ้าของสิทธิ
4.เพิ่มความโปร่งใสในการรักษาและการสั่งยา เพื่อให้โรงพยาบาลดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ใช้ยาเท่าที่จำเป็น และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม
นางแพตริเซียกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นแนวทางระยะสั้น โดยเฉพาะการลงโทษการทุจริต เพราะหากมีผู้กระทำผิดเพียง 1 คนและส่งผลต่อสิทธิของทั้งครอบครัว จะช่วยให้เกิดการตรวจสอบกันเองมากขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา พบการทุจริตด้านค่ารักษาพยาบาลสร้างความเสียหายสะสมราว 250 ล้านบาท จากรายการเบิกจ่ายกว่า 35 ล้านรายการ ซึ่งปัจจุบันกรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยตรวจจับความผิดปกติ
นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังอยู่ระหว่างศึกษาการบริหารสวัสดิการข้าราชการในระยะยาว โดยเฉพาะแนวทางสำหรับข้าราชการรุ่นใหม่ ซึ่งอาจต้องออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการด้านรายได้ การวางแผนชีวิต และการออมมากขึ้น โดยยืนยันว่าข้าราชการปัจจุบันที่มีการทำสัญญากับรัฐแล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ ไม่มีการลดบำเหน็จบำนาญ ส่วนแนวทางใหม่จะพิจารณาสำหรับผู้ที่จะเข้ารับราชการในอนาคต
“ข้าราชการรุ่นใหม่บางส่วนต้องการความชัดเจนว่าได้รับอะไร ต้องการรายได้ที่สามารถวางแผนชีวิตได้ และอาจเลือกบริหารเงินออมด้วยตัวเองมากกว่าการรอรับบำนาญในอนาคต” นางแพตริเซียกล่าว
นางแพตริเซียกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมบัญชีกลางยังได้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ลดปัญหางานล่าช้า ทิ้งงาน และความเสียหายจากโครงการก่อสร้าง โดยระเบียบฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุม 3 กลุ่มงาน ได้แก่
1.งานก่อสร้างทั่วไปที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ของ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ และกรมโยธาธิการและผังเมือง
2. งานอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารชุมนุมคนของหน่วยงานรัฐ และ
3.งานก่อสร้างทุกประเภทที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยครอบคลุมโครงการที่ประกาศเชิญชวนและลงนามสัญญาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
การประเมินผู้ประกอบการแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ระหว่างดำเนินงาน และช่วงรับประกันความชำรุดบกพร่อง โดยจะหักคะแนนกรณีทำงานล่าช้าจนมีค่าปรับเกิน 10% ของวงเงินสัญญา ถูกบอกเลิกสัญญา หรือปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพจนเกิดความเสียหาย
“ผู้ประกอบการ 1 รายอาจมีหลายโครงการและหลายเหตุการณ์ จึงพิจารณาจากคะแนนสะสม ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดียว หากคะแนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะมีมาตรการห้ามรับงานใหม่ ลดระดับชั้นผู้ประกอบการ หรือถึงขั้นเพิกถอนทะเบียน” นางแพตริเซีย กล่าว
ทั้งนี้ คะแนนประเมินจะถูกบันทึกย้อนหลัง 2 ปีผ่านระบบ e-GP (Electronic Government Procurement) ของกรมบัญชีกลาง โดยผู้ประกอบการที่ได้รับบทลงโทษแล้วสามารถนำระยะเวลาที่ถูกพักการเสนอราคามาหักออกจากบทลงโทษเพิ่มเติม เพื่อให้มีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจได้
สำหรับข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-2 กรกฎาคม 2569 มีผู้ประกอบการถูกขึ้นบัญชีทิ้งงานรวม 458 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล 206 ราย และบุคคลธรรมดา 252 ราย โดยกรมบัญชีกลางย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน แต่เน้นยกระดับคุณภาพงานก่อสร้างภาครัฐโดยรวม







