
รีบาวด์จำกัด! SET แกว่งกรอบ 1,570-1,585 จุด สงครามกดดัน-จับตาศาลรัฐธรรมนูญวันนี้
บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดหุ้นไทยแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,570-1,585 จุด สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านตึงเคลียดดันราคาน้ำมันพุ่งและเร่งแรงขายพันธบัตร กด Bond Yield ขาขึ้น พร้อมจับตาคดี พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 ตัวแปรสำคัญชี้ทิศตลาดครึ่งปีหลัง ชู STA หุ้นเด่น รับอานิสงส์ราคายางขาขึ้น บวกแรงหนุนกลุ่ม Commodity
KEY
POINTS
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดหุ้นไทยแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,570-1,585 จุด สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านตึงเคลียดดันราคาน้ำมันพุ่ง
- พร้อมจับตาคดี พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 ตัวแปรสำคัญชี้ทิศตลาดครึ่งปีหลัง
- ชู STA หุ้นเด่น รับอานิสงส์ราคายางขาขึ้น บวกแรงหนุนกลุ่ม Commodity
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปิดลบ 27.88 จุด ที่ระดับ 1,576.25 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.8 หมื่นล้านบาท โดยถูกกดดันจากทั้งแรงขายกลุ่ม Tech-AI
รวมถึงความเสี่ยงสงครามที่กลับมาเพิ่มขึ้นหลังทรัมป์ระบุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว สถาบันในประเทศและบัญชี บล.ขายสุทธิในตลาดหุ้น 2 พันล้านบาท และ 2.3 พันล้านบาทตามลำดับ
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิ 3.2 พันล้านบาท แต่ Short สุทธิ Index Futures อีก 1.5 หมื่นสัญญา
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,570-1,585 จุด หลังจากปรับลงแรงวานนี้ โดยความเสี่ยงเรื่องสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้นยังเป็นปัจจัยถ่วงการฟื้นตัวของดัชนี อย่างไรก็ตามกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้นจากเม็ดเงินที่ไหลกลับเข้าหาหุ้น Tech-AI จากทางเลือกในการพักเงินที่ลดลง
ราคาน้ำมันล่าสุดพุ่งขึ้นโดย Brent มีจังหวะทะลุ US$80 ต่อบาร์เรลก่อนชะลอตัวลงมายืนบริเวณ US$78 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่ FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทำให้มีแรงขายพันธบัตรออกมาต่อเนื่อง หนุน Bond Yield ปรับตัวขึ้น รวมถึงกดดันราคาทองคำให้ย่อลง
ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับต้นทุนน้ำมันโดยตรง เช่น ขนส่ง โรงไฟฟ้า การบริโภค ยังมีแรงกดดัน ส่วนกลุ่มธนาคาร Defensive และ Consumer Staples คาดว่าจะปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาด ด้านปัจจัยสำคัญในประเทศติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดี พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทวันนี้
ส่วนด้านทิศทางกำไร คาดว่าตลาดจะเริ่มทยอยโฟกัสและให้น้ำหนักกับผลประกอบการไตรมาส 2/69 ซึ่งจะทยอยเห็นคาดการณ์ออกมาหนาแน่นขึ้นในช่วงถัดไป โดยภาพรวมคาดเป็นไตรมาสที่ไม่แย่ บริษัทจดทะเบียนสามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างดี
อย่างไรก็ตามต้องติดตามสถานการณ์สงครามว่าจะกลับสู่โต๊ะเจรจาได้เร็วเพียงใด หากสามารถผ่อนคลายได้ลงในระยะสั้น ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและภาพการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังที่คาดเร่งตัวขึ้นหนุนจากทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่กับราคาพลังงานที่จะปรับตัวลงระยะกลาง-ยาว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค : BA, BBL, ERW, PR9, TIDLOR
FSSIA Portfolio : BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, PR9, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้
STA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22 บาท ระยะสั้นคาดได้ Sentiment บวกจากความเสี่ยงสงครามที่กลับมาปะทุขึ้น คาดหนุนกลุ่ม Commodity ให้ฟื้นตัว ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 จะเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) จากปริมาณขายและราคายางไตรมาส 2/69 จะปรับขึ้นต่อช่วยหนุนกำไรฟื้น q-q และพลิกจากขาดทุน y-y
ภาพระยะกลาง-ยาวผลผลิตยางไทยและยางโลกจะทยอยลด คาดหนุนราคายางยังยืนสูงเหนือ 200 เซนต์ต่อกิโลกรัม และมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ส่วนโอกาสเกิด Super El Nino คาดเป็นอีกปัจจัยหนุน มองแนวรับ 17.40 บาท และ 17 บาท ส่วนแนวต้าน 18 บาท และ 18.50 บาท
ประเด็นสำคัญวันนี้
(0) AEONTS รายงานกำไรสุทธิ 1QFY26 ที่ 793 ล้านบาท -13% q-q แต่ +3% y-y โดย PPOP อ่อนตัวจาก NII ที่ลดลงตามพอร์ตสินเชื่อที่ยังหดตัว และ Non-NII ที่ลดลงจากการไม่มีบันทึกกำไรขายหนี้เสีย ขณะที่ NPL ratio ปรับขึ้นเป็น 5.60% แต่ coverage ratio ยังแข็งแกร่งที่ 169% คงคาดกำไร FY26–28E โตเฉลี่ย 5% CAGR ราคาเป้าหมาย 100 บาท คงคำแนะนำ “ถือ” div. yield 5–6%
(0) CPALL คาดกำไรปกติไตรมาส 2/69 ที่ 7.3 พันล้านบาท ลดลง -18% q-q แต่ +5% y-y หนุนจากรายได้รวมที่สูงขึ้น โดย 7-Eleven ยังเป็นตัวหลักจากการขยายสาขาและ SSSG เป็นบวก +1% y-y แม้ Makro และ Lotus’s ยังอ่อนตัว คงคาดกำไรปี 2026 เพิ่มขึ้น 11% y-y ราคาเป้าหมาย 63 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(+) COM7 คาดกำไร 2Q26 ที่ 1.23 พันล้านบาท ทำ New high +23% y-y และ +1% q-q จากยอดขายรวมโต 14% y-y และ GPM ที่ดีขึ้นจากสัดส่วน Android และธุรกิจ non-core margin สูงเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกยังรับมือผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้น ขณะที่ Ufund ยังมี upside จากอัตราอนุมัติสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นและสูงกว่าเป้าเดิม ส่วน EV7 และ GI กลับมามีกำไรแล้ว ราคาเป้าหมาย 31 บาท แนะนำ “ซื้อ”
(0) SCGD คาด 2Q26 ขาดทุนสุทธิ 288 ล้านบาท หลักๆมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษราว 550 ล้านบาท จากโครงการรวมฐานการผลิตในไทย หักรายการพิเศษ คาดกำไรปกติอยู่ที่ 262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% q-q แต่ลดลง -7% y-y โดยคาดรายได้ -5% y-y จากยอดขายในประเทศที่ยังถูกกดดัน ส่วน GPM ยังประคองได้ มองครึ่งปีหลัง69 ฟื้นจากอุปสงค์ในประเทศดีขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เวียดนามเข้าสู่ high season และต้นทุนก๊าซทยอยลดลง ราคาเป้าหมาย 5.20 บาท คงคำแนะนำ “ถือ”
(+/-) ตลาดดาวโจนส์ปิดผสมผสาน โดย Dow Jones ปิดที่ 52,348.39 จุด ลดลง 576.76 จุด หรือ -1.09% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 7,482.71 จุด ลดลง 21.14 จุด หรือ -0.28% และ Nasdaq ปิดที่ 25,870.65 จุด เพิ่มขึ้น 51.96 จุด หรือ +0.20% หลังนักลงทุนวิตกทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้วและขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ขณะที่ Nasdaq ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มชิป
(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงหนักสุดในรอบเกือบ 4 เดือน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จุดชนวนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสันติภาพในตะวันออกกลางอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับมาปะทุขึ้น
(+) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก โดยได้แรงหนุนจากการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นตามหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดสหรัฐฯ เมื่อคืนวานนี้
(+) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 33.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.12%
(+) ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 3.86 ดอลลาร์ หรือ 5.20% ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังทรัมป์ขู่เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ทำให้ตลาดกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก
(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 75 ดอลลาร์ หรือ 1.80% ปิดที่ 4,082.40 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ







