
กฎหมายคุม AI ของเวียดนาม กฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของอาเซียน
เวียดนามบังคับใช้กฎหมายกำกับสื่อ AI สั่งติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างด้วย AI พร้อมกำหนดความรับผิดชอบและมาตรการตรวจสอบเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เราได้เห็นความก้าวหน้าของ AI เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระดับรายเดือน เราได้เห็นเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว สวนทางกับกฎระเบียบและแนวทางในการกำกับดูแลที่ดูจะไล่ตามไม่ทัน โดยเฉพาะในภาคส่วนของสื่อที่กำลังประสบปัญหาการสร้างภาพและวีดีโอได้แนบเนียนจนยากต่อการแยกแยะ
วันนี้เราจะมาพูดถึงความพยายามออกกฎหมายควบคุม AI ของเวียดนาม
กฎหมายควบคุมเนื้อหา AI ของสื่อจากเวียดนาม
เวียดนามได้ประกาศให้ พระราชกฤษฎีกา 237/2026/ND-CP หรือกฎหมายควบคุมเนื้อหา AI โดยสื่อมวลชน มีผลบังคับใช้ เพื่อควบคุมเนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นมาจาก AI ที่อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดต้องมีการติดป้ายกำกับให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและโปร่งใสให้แก่เนื้อหา
พื้นฐานของกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดให้ เมื่อสำนักข่าวผลิตหรือแก้ไขเนื้อหา ทั้งในรูปแบบข้อความ ภาพ เสียง และวีดีโอ ที่อาจ “ก่อให้เกิดการสับสนต่อความจริงของเหตุการณ์หรือบุคคล” จะต้องมีการแจ้งเตือนและติดป้ายกำกับให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เนื้อหาดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาจาก AI
ในส่วนขอบข่ายความรับผิดชอบแม้จะมีการนำ AI เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานและผลิตเนื้อหา แต่ความถูกต้อง ความจริง และความรับผิดชอบทางกฎหมาย ทั้งหมดจะตกอยู่ที่สำนักข่าวและนักข่าวที่เป็นผู้ใช้งานและเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวอย่างเต็มที่ ไม่สามารถปฏิเสธหรือกล่าวอ้างเพื่อโทษ AI ได้
ข้อห้ามสำคัญในกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่ ห้ามสำนักข่าวใช้ AI สร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาปลอมแปลงบิดเบือน ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิอันชอบธรรมของบุคคลและองค์กร หรือความสงบเรียบร้อยต่อความมั่นคงของชาติโดยเด็ดขาด และจะต้องมีการเก็บประวัติการใช้งานและบันทึกทางเทคนิค เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงย้อนหลัง
โดยกฎหมายควบคุมเนื้อหา AI ฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา
ความตื่นตัวของเวียดนามกับกฎหมายควบคุม AI
อันที่จริงนี่ไม่ใช่กฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2026 เป็นต้นมา เวียดนามได้มีการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ ออกมาและมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง นับเป็น กฎหมายควบคุม AI ที่ออกแบบมาเพื่อกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้เป็นฉบับแรกของอาเซียน
นอกจากที่กล่าวถึงในมุมมองของสื่อข้างต้นแล้ว กฎหมายมีการกำหนดให้เนื้อหาประเภทภาพ เสียง และวีดีโอทุกชิ้นที่สร้างด้วย AI จะต้องฝังลายน้ำล่องหน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าเป็นเนื้อหาที่เกิดจาก AI โดยไม่เกี่ยวว่านั่นจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรก็ตาม
ตัวกฎหมายไม่ได้บังคับเพียงบริษัทในประเทศแต่รวมถึงบริษัทต่างชาติที่มาเปิดให้บริการระบบ AI ภายในประเทศ โดยจัดให้บริษัท AI แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มความเสี่ยงสูงที่รับหน้าที่ดูแลจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ, ความเสี่ยงปานกลางที่เกี่ยวข้องกับ Chatbot และการนำเสนอสินค้า ตลอดจนความเสี่ยงต่ำสำหรับแอปแต่งภาพทั่วไป
บริษัทที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางและสูง จะถูกบังคับให้มาลงทะเบียนกับภาครัฐ เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบย้อนหลังได้ พร้อมมีช่องทางเชื่อมต่อกับรัฐบาลกลาง เมื่อเกิดปัญหา AI ทำงานผิดพลาดร้ายแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคง ผู้ให้บริการจะต้องระงับให้บริการพร้อมแจ้งปัญหาให้ภาครัฐรับทราบทันที นอกจากนี้ก็มีข้อบังคับห้ามนำข้อมูลละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและทรัพย์สินทางปัญญาไปเทรนโมเดล AI อีกด้วย
นั่นทำให้เวียดนามนับเป็นประเทศที่มีกฎหมายควบคุม AI ที่รวดเร็วและเข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เพราะปัจจุบันประเทศที่มีกฎหมายควบคุม AI ชัดเจนมีเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น จีน และ เกาหลีใต้ ส่วนสหภาพยุโรปกำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2026 และสหรัฐฯยังเน้นการออกกฎหมายในระดับมลรัฐเป็นหลัก
แนวโน้มและผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้
แน่นอนกฎหมายควบคุมสื่อ AI ของเวียดนามเพิ่งบังคับใช้ เช่นเดียวกับกฎหมายควบคุม AI ฉบับอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ในช่วงผ่อนผัน ต้องอาศัยระยะเวลาอีกพักใหญ่จึงจะได้เห็นการปรับตัวเข้าหาและผลกระทบอย่างจริงจัง แต่ด้วยข้อกำหนดข้างต้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปนี่เป็นเรื่องในเชิงบวก เพราะเนื้อหาที่เผยแพร่จากสำนักข่าวหรือสื่อจะถูกติดป้ายกำกับให้ชัดเจน เพิ่มความโปร่งใสของเนื้อหาทำให้สามารถสังเกตเห็นได้ทันที อีกทั้งในกรณีไม่แน่ใจรายละเอียดก็สามารถนำเนื้อหาดังกล่าวไปตรวจสอบลายน้ำ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสของชิ้นงานดังกล่าวได้อีกด้วย
ด้านสำนักข่าวกฎหมายนี้จะเพิ่มภาระยิ่งขึ้น จริงอยู่การนำ AI เข้ามาใช้งานช่วยในหลายด้าน แต่การบังคับติดป้ายกำกับ AI อาจส่งผลกระทบต่อยอดการเข้าชม เพราะผู้ใช้งานบางส่วนจะหลีกเลี่ยงเนื้อหา AI และแพลตฟอร์มจะกดยอดแสดงเนื้อหา AI ส่งผลต่อรายได้โดยตรง อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าจัดเก็บข้อมูลสำหรับตรวจสอบย้อนหลังที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย
อีกส่วนที่น่าสนใจคือ ธุรกิจ AI ด้านมืด เมื่อการติดป้ายกำกับและลายน้ำเฟื่องฟู ทั้งจากความร่วมมือของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และกฎหมายภาคหลัก อาจผลักดันให้บริการลบลายน้ำและป้ายกำกับ AI เฟื่องฟู ซึ่งจะเป็นความท้าทายต่อทั้งแพลตฟอร์มเจ้าของเทคโนโลยีและรัฐบาลที่ต้องไล่ตามให้ทันต่อไป
อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจทั้งต่อโลกและประเทศภายในอาเซียน เมื่อ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแต่ขยับเข้ามาในชีวิตประจำวันขึ้นทุกที การมองหาช่องทางกำกับดูแลและควบคุมให้อยู่ในกรอบจึงยิ่งทวีความสำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความตื่นตัวด้าน AI จากการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ และโครงการ TH-AI Passport
ได้แต่คาดหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสนใจในส่วนนี้และมองหาช่องทางปรับตัวได้ในเร็ววัน
ที่มา
https://www.thaipbs.or.th/verify/en/article/content/9639
https://www.vietnam.vn/th/tu-1-7-2026-phai-thong-bao-va-gan-nhan-voi-tac-pham-bao-chi-su-dung-ai
https://artificialintelligenceact.eu/transparency-rules-article-50/
https://cadeproject.org/updates/vietnam-to-require-labels-for-realistic-ai-generated-content/
https://www.aplawjapan.com/en/newsletter/20260528







