
SET เสี่ยงพักฐาน! สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ ดันน้ำมันพุ่งเหนือ 76 ดอลลาร์ หนุน PTTEP-พลังงานเด่นสวนตลาด
บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดหุ้นไทยวันนี้ย่อตัวลงในกรอบ 1,595-1,610 จุด แรงขายหุ้น Tech-AI และสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกลับมาเดือด สหรัฐฯเปิดฉากตอบโต้รอบใหม่หลังอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมัน Brent พุ่งเหนือ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หนุนหุ้นพลังงาน-ต้นน้ำ-กลางน้ำ และ Commodity เด่นกว่าตลาด เชียร์ PTTEP หุ้นเด่นรับอานิสงส์น้ำมันขาขึ้นและกำไรไตรมาส 2/69 ลุ้นโตแรง
KEY
POINTS
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดหุ้นไทยวันนี้ย่อตัวลงในกรอบ 1,595-1,610 จุด แรงขายหุ้น Tech-AI และสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกลับมาเดือด
- สหรัฐฯเปิดฉากตอบโต้รอบใหม่หลังอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมัน Brent พุ่งเหนือ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- หนุนหุ้นพลังงาน-ต้นน้ำ-กลางน้ำ และ Commodity เด่นกว่าตลาด เชียร์ PTTEP รับอานิสงส์น้ำมันขาขึ้นและกำไรไตรมาส 2/69 ลุ้นโตแรง
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวลดลง 12.75 จุด ที่ระดับ 1,604.13 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.2 หมื่นล้านบาท โดยมีแรงขายกดดันในหุ้นขนาดใหญ่ เช่น DELTA, GULF, PTT รวมถึงกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น
สถาบันในประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นเร่งตัวขึ้นเป็น 3.5 พันล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิอีกกว่า 1 พันล้านบาท แต่ Short สุทธิ Index Futures 2.2 หมื่นสัญญา
แนวโน้มตลาดวันนี้
ฝ่ายวิเคราะห์คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways Down ชะลอตัวพักฐานต่อเนื่องในกรอบ 1,595-1,610 จุด โดยถูกกดดันจากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบทั้งแรงขายหุ้นกลุ่ม Tech-AI ที่ยังคงอยู่ รวมถึงสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังวานนี้อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ฝั่งสหรัฐฯมีการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่เพื่อตอบโต้
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พลิกมาพุ่งขึ้นเหนือระดับ US$76 ต่อบาร์เรล หนุน Bond Yield ปรับตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ชะลอตัวลงในสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยง กลุ่มพลังงานต้น-กลางน้ำ และ Commodity คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้แข็งแกร่งกว่าตลาด รวมถึงกลุ่มธนาคารที่คาดยังเป็นกระแสเงินทุนไหลเข้าและยังให้ปันผลในระดับสูง
กลุ่ม Consumption ขนส่งและ Yield-Sensitive คาดว่าจะมีแรงขายกดดันระยะสั้น โดยต้องติดตามสถานการณ์สงครามว่าจะลุกลามหรือไม่ ด้านปัจจัยเศรษฐกิจที่รอติดตามสัปดาห์นี้ยังอยู่ที่รายงานการประชุม Fed ครั้งแรกของเควิน วอร์ชในคืนวันพฤหัสฯ รวมถึงประเมินตลาดจะเริ่มทยอยโฟกัสและให้น้ำหนักกับผลประกอบการไตรมาส 2/69 ซึ่งจะทยอยเห็นคาดการณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดเป็นไตรมาสที่ไม่แย่ โดยบริษัทจดทะเบียนสามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างดี
ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังปี69 คาดเร่งตัวขึ้นจากทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ลดลง ระยะกลางเรายังคงมองบวกต่อกกลุ่ม Domestic Play เช่น ค้าปลีก อาหาร ท่องเที่ยว ขนส่ง โรงไฟฟ้า ไฟแนนซ์ การแพทย์ เป็นต้น โดยคาดยังเห็น Sector Rotation และกระแสเงินทุนไหลเข้าหาต่อเนื่อง
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไรไตรมาส 2/69 ถึงช่วงครึ่งหลังปี69 แข็งแกร่ง ได้อานิสงส์บวกจากสงครามที่คลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน ก.ค : BA, BBL, ERW, PR9, TIDLOR
FSSIA Portfolio : BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, PR9, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้
PTTEP แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 159.45 บาท ระยะสั้นคาดราคาหุ้นได้ Sentiment เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่พลิกกลับมาพุ่งขึ้นจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง
ภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 คาดว่าจะเติบโตแรงราว 100% ทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ที่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะมี Hedging Gain เข้ามาหนุนและพลิกจากไตรมาส 1/69 ที่เป็น Hedging Loss
ส่วนกำไรปกติคาดที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ยังโตดีหนุนทั้งจากปริมาณและราคาขายที่ขยับขึ้น มองแนวรับ 132.50 บาท และ 129.50 บาท ส่วนแนวต้าน 137 บาท, 140 บาท และ 142.50 บาท
ประเด็นสำคัญวันนี้
(+) ASK คาดกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 201 ลบ. ทรงตัว q-q แต่ +65% y-y ถือว่ายังคงแข็งแกร่ง จากต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่ลดลง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026–28 ขึ้น 9-26% จากต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่ลดลงสามารถชดเชยการเติบโตของสินเชื่อที่ต่ำลงได้มากกว่า และปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ 12.75 บาท Div. yield 5–6%
(+) SCGP คาดกำไรปกติ 2Q26 ที่ 1,915.1 ลบ. +28% q-q, +78% y-y ทำระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากการฟื้นตัวของปริมาณขาย อัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นราคาขาย การปรับขึ้นราคาขายและการใช้สต็อก RCP ต้นทุนต่ำจะช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวต่อเนื่อง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026–27 ขึ้น 22% และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 35.00 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(-) CPAXT คาดกำไรปกติ 2Q26 ที่ 2,033 ลบ. -13% y-y และ -25% q-q จากความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนตัวลง เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026–28 ลงราว 7% ต่อปี เพื่อสะท้อน GPM ที่อ่อนลง และ SG&A/Sales ที่สูงขึ้นเป็นหลัก โดยคาดกำไรปี 2026 ทรงตัว y-y ส่วนราคาหุ้นยังขาด catalyst จาก momentum กำไรปี 2026 ที่ไม่น่าตื่นเต้น นอกจากนี้ CPAXT ยังมี overhang จากทั้งค่าใช้จ่าย transformation และการเปิด Happitat mall นอกจากนี้เราได้ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 16.20 บาท คงคำแนะนำ “ถือ”
(-) ตลาดดาวโจนส์ปิดลบ โดย Dow Jones ปิดที่ 52,925.15 จุด ลดลง 130.76 จุด หรือ -0.25% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 7,503.85 จุด ลดลง 33.58 จุด หรือ -0.45% และ Nasdaq ปิดที่ 25,818.69 จุด ลดลง 302.47 จุด หรือ -1.16% จากแรงขายหุ้นกลุ่มชิป หลังนักลงทุนไม่มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะมีความยั่งยืนหรือไม่
(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอด NATO เพื่อหาสัญญาณว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม
(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ โดยเคลื่อนไหวตามทิศทางการปรับตัวลงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น หลังมีรายงานเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และการที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านในเวลาต่อมา
(-) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยขยับมาอยู่ที่ 33.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -0.05%
(+) ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 2.17 ดอลลาร์ หรือ 3.01% ปิดที่ 74.16 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังสหรัฐฯ ประกาศเพิกถอนใบอนุญาตการขายน้ำมันดิบของอิหร่าน หลังจากอิหร่านก่อเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 10.10 ดอลลาร์ หรือ 0.24% ปิดที่ 4,157.40 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และนักลงทุนจับตารายงานการประชุมเฟดเพื่อหาสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย.







