
โลกเข้าโหมด De-Risking! หลบภัยเข้า 14 หุ้นปันผลสูง - ESG เด่น เข้าตาเม็ดเงิน TISA ไหลเข้า
ระวัง! “De-Risking” เทขายลดความเสี่ยงชัด เงินไหลออกหุ้นทั่วเอเชีย บล.เอเซียพลัส แนะหลบภัยใน 14 หุ้นปันผลสูง ควบคู่ ESG Rating ระดับ AAA เป้าหมายเม็ดเงินลงทุน TISA ไหลเข้าในอนาคต
KEY
POINTS
- ระวัง! “De-Risking” เทขายลดความเสี่ยงชัด เงินไหลออกหุ้นทั่วเอเชีย
- บล.เอเซียพลัส แนะหลบภัยใน 14 หุ้นปันผลสูง
- ควบคู่ ESG Rating ระดับ AAA เป้าหมายเม็ดเงินลงทุน TISA ไหลเข้าในอนาคต
ในปัจจุบันภาพรวมการลงทุนกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะช่วงรอยต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สร้างแรงกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกให้มีความผันผวนสูง
หากอ้างอิงจากข้อมูลในอดีตช่วงเวลาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2021 ถึง 16 มี.ค.2022 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 3 เดือนหลังจาก BOE เริ่มขึ้นดอกเบี้ยและเป็นช่วงก่อนที่ FED จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ช่วงนั้นกดดันตลาดหุ้นโลกลดลง -7.9% สวนทาง SET ที่ปรับตัวขึ้น +0.84%
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หากพิจารณากลุ่มอุตสาหกรรมใน SET จะมีบางกลุ่มที่สามารถทนทานต่อสภาวะดังกล่าวและให้ผลตอบแทนโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มการแพทย์ (HEALTH) +11.97%, กลุ่มสื่อสาร (ICT) +8.91% กลุ่มเหล็ก (STEEL) +6.93%
รวมถึงกลุ่มธนาคาร (BANK), พลังงาน (ENERG) และพาณิชย์ (COMM) ก็ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกสะท้อนให้เห็นว่าในยามที่ตลาดกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้น เม็ดเงินลงทุนมักจะไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่ม DEFENSIVE หรือ VALUE เป็นหลัก
ในสภาวะแวดล้อมปัจจุบันที่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง กลยุทธ์การลงทุน คือ การมองหาหลุมหลบภัย (SAFE HAVEN) ในตลาดหุ้นไทย ฝ่ายวิจัยฯ ได้แนะนำให้มุ่งเน้นไปที่หุ้นมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง (HIGH DIVIDEND YIELD)
ควบคู่ไปกับการมีเรตติ้งสูง (SET ESG RATING ระดับ AAA) เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร-ค้าปลีก (อาทิ SCB, KKP, TISCO, KTB, KBANK, HMPRO)
นอกจากนี้ยังรวมถึงหุ้นตัวอื่นๆ อาทิ LH, TOP, PTT, CPF, RATCH ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายสำหรับนักลงทุนสถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ หากมีความคืบหน้าของโครงการTISA (THAILAND INDIVIDUAL SAVINGS ACCOUNT)
สัญญาณเตือนเข้าสู่โหมด DE-RISKING ขายลดความเสี่ยง
ตลาดการเงินกำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลง โดยกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะ "DE-RISKING MODE" หรือ โหมดการเทขายเพื่อลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 สัญญาณ ดังนี้
สัญญาณเตือนแรก คือ ทิศทางของกระแสเงินทุน (FUND FLOW) ที่กำลังไหลออกจากตลาดหุ้น โดยในเดือนนี้(MTD) มีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นทุกแห่งในภูมิภาค ทั้ง เกาหลีใต้-1.4 หมื่นล้านเหรียญฯ ไต้หวัน -1.1 หมื่นล้านเหรียญฯ อินเดีย -4 พันล้านเหรียญฯ อินโดนีเซีย -746 ล้านเหรียญฯ ฟิลิปปินส์-21 ล้านเหรียญฯ ไทย -5 ล้านเหรียญฯ
สัญญาณเตือนสอง คือ ความผิดปกติในฝั่งของสินทรัพย์ปลอดภัย (SAFE HAVEN) อย่าง ทองคำ ที่เริ่มแสดงอาการอ่อนแออย่างชัดเจน แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีราคาทองคำจะเคยปรับตัวขึ้นสูงสุด +30% แต่ปัจจุบันกลับเผชิญแรง
เทขายอย่างหนักจนทำให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) พลิกกลับมา -5.7% ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าในสภาวะที่ตลาดต้องการเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง
สัญญาณเตือนสาม คือ การปรับมุมมองต่อกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะธีมการลงทุนใน AI (AI GROWTH) ที่เคยมองว่าเป็นการเติบโตแห่งอนาคต ปัจจุบันตลาดเริ่มเปลี่ยนโฟกัสไปที่ความเสี่ยงด้านฐานะทางการเงิน(BALANCE SHEET RISK) แทน โดยนักลงทุนเริ่มระมัดระวัง เรื่องภาระหนี้สิน ต้นทุน และกระแสเงินสดของบริษัทเหล่านี้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีของหุ้น SMCI ที่ต้องมีการเพิ่มทุน หรือ ORACLE ที่มีรายจ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ด้าน AI สูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้เกิดความกังวลว่าการลงทุนมหาศาลนี้อาจกระทบต่อสภาพคล่องและกระแสเงินสดของกิจการ
กลยุทธ์การลงทุน คาดว่าเม็ดเงินลงทุนมักจะไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่ม DEFENSIVE หรือ VALUE เป็นหลัก ซึ่งไทยน่าจะแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ แนะนำให้มุ่งเน้นไปที่หุ้นมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง (HIGH DIVIDEND YIELD) ควบคู่ไปกับการมีเรตติ้งสูง (SET ESG RATING ระดับ AAA) เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร-ค้าปลีก (อาทิ SCB, KKP, TISCO, KTB, KBANK, HMPRO) นอกจากนี้ยังรวมถึงหุ้นตัวอื่นๆ อาทิ LH TOP PTT CPF RATCH เป็นต้น







