
ย้อนรอย พ.ร.ก.ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. สอบคดีเอง
ถอดสาระสำคัญ พ.ร.ก.แก้กฎหมายตลาดหลักทรัพย์ฉบับใหม่ เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. สอบสวนคดีร้ายแรง ยึดอายัดทรัพย์ และส่งสำนวนให้อัยการฟ้อง หวังยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน
กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงกฎหมายตลาดทุนครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายยกระดับการกำกับดูแลกิจการ เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับการขยายอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยเฉพาะในประเด็นการสืบสวนสอบสวนคดีที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบตลาดทุนและเศรษฐกิจประเทศ
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้การกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายในตลาดทุนมีความรัดกุม ทันสมัย และสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้นำเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการด้วยเสียงเอกฉันท์ 455 เสียง จากนั้นได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว 25 คน
สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ประกอบด้วย 6 ประเด็นหลัก เริ่มจากการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขายชอร์ต โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องสามารถแสดงหลักฐานการยืมหลักทรัพย์ก่อนส่งคำสั่งขาย พร้อมเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน รวมถึงกำหนดให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศรายงานข้อมูลผู้ถือหลักทรัพย์ที่แท้จริงต่อ ก.ล.ต.
อีกด้านหนึ่ง กฎหมายยังมุ่งยกระดับมาตรฐานการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน หรือสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยเพิ่มทั้งมาตรการกำกับดูแลและบทลงโทษ เพื่อป้องกันความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ผู้ลงทุน
ในส่วนของผู้ถือหุ้นกู้ กฎหมายฉบับใหม่ได้ขยายสิทธิของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้สามารถดำเนินการแทนเจ้าหนี้ได้ตลอดกระบวนการฟื้นฟูกิจการและล้มละลาย ลดภาระของผู้ถือหุ้นกู้ที่เดิมต้องดำเนินการทางกฎหมายด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องรายงานข้อมูลการนำหุ้นไปจำนำหรือก่อภาระผูกพันต่อ ก.ล.ต. พร้อมให้อำนาจเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส หลังในอดีตเคยเกิดกรณีการบังคับขายหุ้นจำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือ การให้อำนาจ ก.ล.ต. เข้าระงับหรือยับยั้งธุรกรรมที่อาจสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและผู้ลงทุนในเชิงป้องกัน รวมถึงให้อำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด และสามารถอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินบางส่วนเพื่อดำเนินธุรกิจตามปกติได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ได้รับความสนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ การกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของ ก.ล.ต. มีอำนาจสืบสวนและสอบสวนคดีที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน หรือที่เรียกว่า “คดี High Impact” โดยสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน สรุปสำนวน และส่งความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องได้โดยตรง
ฝ่ายสนับสนุนมองว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการยุติธรรม เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินคดี และทำให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างทันท่วงที ขณะที่ฝ่ายตั้งข้อสังเกตมองว่า การที่หน่วยงานกำกับดูแลมีอำนาจทั้งสืบสวน สอบสวน และสรุปสำนวน อาจก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสมดุลของอำนาจและกลไกตรวจสอบถ่วงดุล
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนไทย ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายให้เท่าทันความซับซ้อนของธุรกรรมทางการเงินยุคใหม่ ขณะเดียวกันก็เปิดประเด็นถกเถียงถึงขอบเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแล และความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมายกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม







