
ส่อง 3 แบงก์ รับอานิสงส์มากสุด หลัง ธปท. สั่งคงค่างวด 50% “คุณสู้ เราช่วย”
3 แบงก์ ได้ประโยชน์สูงสุด หลัง ธปท. สั่งคงค่างวด 50% ช่วยลูกหนี้ “คุณสู้ เราช่วย” อัพเป้า KKP เป็น 95 บาท, TISCO เป็น 117 บาท และ TTB เป็น 2.50 บาท สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของพอร์ตรถยนต์
KEY
POINTS
- ธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงินคงอัตราการผ่อนชำระค่างวดไว้ที่ 50% สำหรับลูกหนี้ในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อลดภาระและป้องกันการเกิดหนี้เสีย (NPL)
- มาตรการนี้ส่งผลดีต่อธนาคารพาณิชย์ที่มีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์เป็นหลัก เนื่องจากช่วยรักษาคุณภาพสินทรัพย์และลดความเสี่ยงที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระ
- ธนาคารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด 3 แห่ง ได้แก่ KKP, TTB และ TISCO เนื่องจากมีสัดส่วนมูลหนี้ในโครงการดังกล่าวสูงเมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อรวม
ในสภาวะที่เศรษฐกิจต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินบทบาทเชิงรุกผ่านการขอความร่วมมือสถาบันการเงินให้ช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในวงกว้าง โดยมีหัวใจสำคัญคือโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และการต่อขยายระยะเวลครบกำหนดการซื้อทรัพย์สินคืนในโครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้”
โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เกราะป้องกันการตกชั้นของลูกหนี้
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นกลไกในการผ่อนคลายภาระให้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเปิดทางให้คงค่างวดที่ 50% ของค่างวดเดิม จากเงื่อนไขที่จะต้องผ่อนชำระค่างวดแบบขั้นบันได (Step up) เป็น 70% ปีนี้ และ 90% ปีถัดไป ช่วยลดความเสี่ยงในการตกชั้นของลูกหนี้
จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 ต.ค.2568 (ปิดลงทะเบียน 30 ก.ย.2568) มีมูลหนี้เข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ราว 6.2 แสนล้านบาท (สัดส่วนราว 3.8% ของสินเชื่อทั้งระบบ) หรือ 9.4 แสนราย หลักๆ เป็นสินเชื่อรถ 3.1 แสนราย, บ้าน 2.5 แสนราย และ SME 1.7 แสนราย
ขยายเวลา “Asset Warehousing” ลดแรงกดดันงบดุล
มาตรการช่วยเหลือนอกจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทาง ธปท. มีแผนขยายเวลาให้ลูกหนี้ในโครงการ พักทรัพย์ พักหนี้ “Asset warehousing” (ปี 2564) ซื้อทรัพย์สินคืน (ระยะเวลาซื้อคืนไม่เกิน 5 ปี หลังร่วมโครงการ)
มูลค่าคงค้างของ Asset warehousing หลังปิดรับเข้าร่วมโครงการ อยู่ที่ 7.4 หมื่นล้านบาท (บันทึกใน NPA) หากพิจารณาสัดส่วน NPA กลุ่มฯ ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.7% ของสินทรัพย์กลุ่มฯ ทำให้ประเมินผลต่องบดุลทั้งระบบจำกัด
ระยะยาวผลประโยชน์ที่มากกว่าตัวเลขกำไร
ฝ่ายวิจัยฯ ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือ อาจทำให้ตลาดมองลบในช่วงแรก จากความเปราะบางของลูกหนี้บางกลุ่ม แต่ในอีกด้านบ่งชี้ความเสี่ยง NPLจากการ Step up ได้รับการป้องกันล่วงหน้าแล้ว เสริมจากที่กลุ่มได้มีการกันสำรองรองรับส่วนนี้แล้ว
แม้ปกติธนาคารพาณิชย์ มีแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้อยู่แล้ว แต่มองการออกเป็นประกาศของ ธปท. ช่วยให้แนวทางปฏิบัติสำหรับลูกหนี้ในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นไปในทางเดียวกัน
การคงค่างวด ทำให้เทอมชำระหนี้อาจยาวขึ้นเล็กน้อย แม้มีแนวโน้มกระทบต่อ Yield on loan อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยฯ มองว่า “อรรถประโยชน์” จากคุณภาพสินทรัพย์ และ Credit cost ที่ผ่อนคลายขึ้น มีน้ำหนักมากกว่า
คงมุมมอง โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จะดีต่อสินเชื่อรถยนต์มากกว่าบ้าน เพราะสัญญาสั้นกว่า (5 – 7 ปี VS 20 – 30 ปี) การผ่อนต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ลดโอกาสถูกยึดรถและความเสี่ยงต่อราคารถมือสองในระยะถัดไป
ธนาคารไหนได้รับอานิสงส์สูงสุด?
ภาพรวมมาตรการช่วยเหลือ มองว่า ธนาคารพาณิชย์ที่พอร์ตฯ เอียงไปรถยนต์จะได้ประโยชน์มากกว่า นำโดย KKP ที่มีสัดส่วนมูลหนี้เข้าโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ราว 4% ของพอร์ตสินเชื่อ รองมาคือ TTB ที่ 3% ของพอร์ตสินเชื่อ และ TISCO ที่ 2% ของพอร์ตสินเชื่อ
ฝ่ายวิจัยฯ ปรับเพิ่มราคาราคาเป้าหมายของธนาคารพาณิชย์ที่มีพอร์ตรถยนต์สูง เพื่อสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของพอร์ตรถยนต์ที่แนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น นำโดยราคาเป้าหมายใหม่ของ KKP อยู่ที่ 95 บาท จาก 79 บาท, TISCO ที่ 117 บาท จาก 115 บาท และ TTB ที่ 2.50 บาท จาก 2.42 บาท
ส่วนธนาคารพาณิชย์อื่น ฝ่ายวิจัยฯ ให้น้ำหนักเชิงบวกกับ KBANK มากสุด จากฐานลูกค้า SME ที่ใหญ่กว่า ส่วน Non – Bank มีเพียง TIDLOR ที่เข้าเงื่อนไข
การปรับกลยุทธ์ของสถาบันการเงินไทยภายใต้การกำกับของ ธปท. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีความกังวลเรื่องคุณภาพหนี้ในระยะสั้น แต่การสกัดกั้น NPL ล่วงหน้าและการผ่อนปรนการชำระหนี้แบบมีเงื่อนไขจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ระบบธนาคารและลูกหนี้ก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจไปได้อย่างยั่งยืน







