
SET นิวไฮ 2 ปีครึ่ง! โบรกชี้เงินเปลี่ยนทิศ หมุนรอบเข้าหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว
ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง ท่ามกลางความหวังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลาย หนุนราคาน้ำมันและ Bond Yield ชะลอตัว แม้ต่างชาติยังขายสุทธิ โบรกคาดดัชนีวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,545–1,560 จุด ภาพครึ่งปีหลังลุ้นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับ แรงหมุนจากหุ้นพลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์ สู่กลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว ไฟแนนซ์ และหุ้นในประเทศที่ยังขึ้นช้ากว่าตลาด เปิดโอกาสรอบใหม่ พร้อมเชียร์ซื้อ CBG กำไรไตรมาส 2/2569 ฟื้นต่อเนื่อง
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง ท่ามกลางความหวังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลาย
- หนุนราคาน้ำมันและ Bond Yield ชะลอตัว แม้ต่างชาติยังขายสุทธิ โบรกคาดดัชนีวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,545–1,560 จุด
- ภาพครึ่งปีหลังลุ้นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับ แรงหมุนจากหุ้นพลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์ สู่กลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว ไฟแนนซ์ พร้อมเชียร์ซื้อ CBG
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวันระบุว่า ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง ปิดบวกอีก 11.66 จุด ที่ระดับ 1,550.33 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.3 หมื่นล้านบาททะลุผ่าน High เดิมก่อนสงครามและทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง
หนุนจากราคาน้ำมันและ Bond Yield ที่ย่อตัวลงจากความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิในตลาดหุ้น 49 ล้านบาท และ 873 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่บัญชีบล.เป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 1.1 พันล้านบาท (ต่างชาติยัง Long สุทธิ Index Futures อีกเล็กน้อย 1.2 พันสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้(26 พ.ค.2569) ฝ่ายวิเคราะห์คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,545-1,560 จุด โดยตลาดยังคงคาดหวังเชิงบวกต่อความคืบหน้าการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสหรัฐฯและอิสราเอลได้โจมตีเรืออิหร่านหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สะท้อนว่าการเจรจายังคงมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวอีกรอบ
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้น 2% สู่ระดับ US$98 ต่อบาร์เรล ส่วน Bond Yield สหรัฐฯยืนทรงตัวหลังจากปรับลงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ด้านปัจจัยในประเทศ ตัวเลขนำเข้า-ส่งออกไทยเดือน เม.ย. พุ่งขึ้นแรงกว่าคาด แต่ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะเป็นกว่า US$1 หมื่นล้าน ซึ่งยังเป็นปัจจัยลบต่อ GDP
อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคองจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มใช้จ่ายในเดือน มิ.ย.-ก.ย. หนุนกำลังซื้อในช่วงปลายไตรมาส 2/69 และชัดเจนขึ้นในไตรมาส 3/69 จากเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบราว 1.75 แสนล้านบาท
กอปรกับสมมติฐานปัจจุบันที่คาดว่าสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานจะเริ่มทยอยผ่อนคลายลงในช่วงครึ่งหลังปี69 ฝ่ายวิเคราะห์ยังคาดหวังจะเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง
โดยมีโอกาสเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มที่ Outperform ช่วงก่อนหน้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ปิโตรเคมี เป็นต้น เข้าหากลุ่ม Domestic / Consumption Play Anti-Commodity และ Yield Sensitive เช่น ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งยัง Laggard ให้กลับมา Outperform ได้
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง และได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลาย
หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้
CBG ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ของ CBG ฟื้นตัวเป็น 637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) หนุนจากยอดขายในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังและธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา แม้รายได้ต่างประเทศยังถูกกดดันจากการหายไปของตลาดกัมพูชา รวมถึง margin ที่ลดลงจากต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม SG&A เริ่มดีขึ้นจาก utilization โรงงานที่สูงขึ้นและลูกค้า OEM ใหม่
ผู้บริหารเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่างประเทศเพื่อสร้าง growth driver ใหม่ทดแทนกัมพูชา ผ่านการขาย concentrate และให้ OEM ท้องถิ่นผลิต/จัดจำหน่ายใน UK, Afghanistan และจีน หากโมเดลนี้สำเร็จจะเป็นบวกต่อกำไรตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป แนวรับ 41.25 บาท และ 39.50 บาท ส่วนแนวต้าน 45 บาท และ 48 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าภูมิภาคสุทธิต่อเนื่องอีก US$1,540 ล้าน โดยยังคงกระจุกตัวที่ไต้หวัน US$1,768 ล้าน ส่วนเกาหลีใต้ปิดทำการ ขณะที่ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกเร่งตัวขึ้นสูงสุดที่อินโดนีเซีย US$125 ล้าน ตามด้วยเวียดนาม US$73 ล้าน
ส่วนไทยไหลออก US$27 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่ายังไหลเข้าแต่เบาบางลง โดยตลาดยังคาดหวังเชิงบวกต่อพัฒนาการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ต้องติดตามสถานการณ์ว่าดีลจะบรรลุหรือล่ม
ประเด็นสำคัญวันนี้
(0) EGCO โทนประชุมเป็นกลาง ปัจจัยบวกใหม่ที่จะเป็นธุรกิจใหม่ในอนาคต คือ บริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างและร่วมมือกับลูกค้าที่ทำธุรกิจ Data Center เพื่อเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม EGCO ระยอง (ERIE) ตั้งอยู่ใน EEC ทั้งจากการเข้าซื้อที่ดินและทำสัญญาซื้อขาย PPA ระยะยาวภายใต้ ERIE project ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสการเติบโตใหม่ของบริษัท คงประมาณการกำไรปกติปี 2026 อยู่ที่ 4.25 พันล้านบาท เติบโต 8% y-y ราคาเป้าหมาย 135 บาท Div. yield 5.6% ยังคงคำแนะนำ ซื้อ
(0) RATCH โทนประชุมเป็นกลาง ผู้บริหารมองการปรับปรุงประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และกำลังผลิตใหม่ใน PDP ฉบับใหม่ อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการประกาศใช้ออกไปอีก เพราะร่าง PDP ปัจจุบันได้ทำประชาวิจารณ์ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา จะได้ไม่ต่องเริ่มต้นใหม่ RATCH ยังเน้นการลงทุนในไทยเป็นหลัก แนวโน้มกำไร 2Q26 คาดว่าจะดีขึ้น q-q และ y-y จากหลายโรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงน้อยลง และส่วนขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้านวนคร เฟส 3 เริ่ม COD (12MW) เม.ย. 2026 คงคาดกำไรสุทธิปี 2026 +12% y-y ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ P/BV เพียง 0.6x และคาด Div. Yield ราว 5.7% ต่อปี คงคำแนะนำ “ซื้อ”
(X) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ เนื่องในวัน Memorial Day
(+) ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยฟื้นตัวกลับมาลบล้างการปรับตัวลงทั้งหมดนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังนักลงทุนคาดหวังมากขึ้นต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงแรงหนุนจากความคึกคักของหุ้นกลุ่ม AI
(+) ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เปิดบวกเช้านี้ โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หลังกลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งภายหลังวันหยุดเมื่อวานนี้ โดยบรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
(-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 32.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.22%
(X) ดัชนีราคาน้ำมันจากฝั่งสหรัฐฯ ปิดทำการวานนี้เนื่องในวัน Memorial Day
(X) ดัชนีราคาทองคำจากฝั่งสหรัฐฯ ปิดทำการวานนี้เนื่องในวัน Memorial Day
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,034.85 / -0.00%







