
PTT Group ฝ่าพายุพลังงาน! ครึ่งปีหลังเดิมพันสูง 'ต้นน้ำ–เทรดดิ้ง' นำทัพ
เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลางยังลุกโชน ตลาดพลังงานโลกกำลังเข้าสู่โหมด "กำไรสูงแต่ความเสี่ยงสูงกว่า" กลุ่ม ปตท. เดินเกมรับมือเต็มรูปแบบ ธุรกิจต้นน้ำและเทรดดิ้ง คือพระเอกครึ่งปีหลัง ขณะที่ PTTEP ยอดขายนิวไฮต่อเนื่อง สวนทางฝั่งโรงกลั่นส่งสัญญาณเตือน หลังต้นทุนน้ำมันและความเสี่ยงขาดทุนสต๊อกอาจกดดัน
KEY
POINTS
- เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลางยังลุกโชน ตลาดพลังงานโลกกำลังเข้าสู่โหมด "กำไรสูงแต่ความเสี่ยงสูงกว่า"
- กลุ่ม ปตท. เดินเกมรับมือเต็มรูปแบบ ธุรกิจต้นน้ำและเทรดดิ้ง คือพระเอกครึ่งปีหลัง
- ขณะที่ PTTEP ยอดขายนิวไฮต่อเนื่อง สวนทางฝั่งโรงกลั่นส่งสัญญาณเตือน หลังต้นทุนน้ำมันและความเสี่ยงขาดทุนสต๊อกอาจกดดัน
สงครามในตะวันออกกลางกำลังเผาอุณหภูมิตลาดพลังงานโลกให้เดือดทะลุจุดเดือด ราคาน้ำมันพุ่ง ความเสี่ยงต้นทุนกดดัน และคำถามใหญ่กำลังถูกโยนใส่หุ้นพลังงานไทยว่า... ใครจะรอด ใครจะรุ่ง และใครกำลังเดินเข้าสู่พายุลูกใหม่?
ท่ามกลางแรงกระแทกของภูมิรัฐศาสตร์ กลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. กลับโชว์ภาพที่น่าจับตา เมื่อผลประกอบการไตรมาส 1/2569 หลายบริษัทพลิกฟื้นแรง กำไรทะยาน ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำที่กำลังกลายเป็นพระเอก ไปจนถึงโรงกลั่นที่โกยกำไรจากสต๊อกน้ำมันมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัญญาณเตือนก็เริ่มดังขึ้น เพราะกำไรวันนี้อาจกลายเป็นแรงกดดันของวันพรุ่งนี้
เมื่อราคาน้ำมันสูงคือ "ข่าวดี" ของธุรกิจสำรวจและผลิต แต่กลับเป็น "ดาบสองคม" สำหรับโรงกลั่นและปิโตรเคมี ครึ่งปีหลัง 2569 จึงไม่ใช่แค่เกมของกำไร แต่เป็นเกมเอาตัวรอดในสมรภูมิพลังงานโลก และวัดว่าใครยืนระยะได้ยาวนานที่สุด
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ทิศทางผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าธุรกิจที่เป็นตัวชูโรงจะมาจากกลุ่มต้นน้ำหรือธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงธุรกิจเทรดดิ้งน่าจะปรับตัวดี ขณะที่แนวโน้มธุรกิจทั้งปี 69 โดยรวมปีนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้น
แนวโน้มไตรมาส 2/69 เชื่อว่าธุรกิจสำรวจและผลิตน่าจะดีขึ้น แม้ในช่วงไตรมาส 1/69 มีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง และธุรกิจก๊าซธรรมชาติคาดว่าโรงแยกก๊าซฯยังเดินเครื่องเต็มที่ แม้ราคานำเข้าก๊าซฯอาจปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะยังคงดีต่อเนื่อง และธุรกิจรีเทลและธุรกิจไฟฟ้ายังเติบโตได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นทั้งปีนี้มองว่ายังก้ำกึ่ง ส่วนภาพรวมทั้งปีนี้ ปตท.จะบริหารจัดการให่มีผลประกอบการที่ดีและดูแลผู้ถือหุ้นได้
ปตท. ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 25,738.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.39% จากช่วงเดียวกันปีกอ่นที่ 23,315.48 ล้านบาท ด้านกําไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ต้นทุนทาง การเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จํานวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,379 ล้านบาท หรือ 22.6% จากในไตรมาส 1/68 ที่จํานวน 94,500 ล้านบาท
ท่ามกลางความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. ยืนยันความพร้อมดูแลความมั่นคงพลังงานไทย ด้วยเครือข่ายจัดหาน้ำมันดิบทั่วโลก สามารถหาทดแทนแหล่งตะวันออกกลางได้รวดเร็ว พร้อมเดินเครื่องโรงกลั่นเต็มกำลังกว่า 100% และปรับแผนจัดหาก๊าซ LNG จากนอกตะวันออกกลาง เพื่อให้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม และ LPG มีใช้อย่างต่อเนื่อง
ปตท.ยังเตรียมสภาพคล่องกว่า 230,000 ล้านบาท รองรับต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าธุรกิจตามแผน ทั้งเร่งขยาย LNG สู่ระดับโลก ดันความร่วมมือปิโตรเคมี และใช้ AI–Digital เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแรง จ่ายปันผลรวม 2.30 บาทต่อหุ้น รวมถึงปันผลพิเศษครั้งแรก สะท้อนความพร้อมรับมือวิกฤตและเติบโตระยะยาว
PTTEP ดาวเด่น ยอดขาย Q2/69 นิวไฮต่อเนื่อง
นายเสริมศักดิ์ สัจจะวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน PTTEP เผยในงาน Earnings Call คาดปริมาณการขายในช่วงไตรมาส 2/69 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่อง ตั้งเป้า 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากไตรมาส 1/69 ทำได้ 553,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เนื่องจากแหล่งน้ำมันดิบในทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนทั้งปี 69 คาดปริมาณขายเฉลี่ยอยู่ที่ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ทำได้ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ผลจากดีล M&A ในช่วงก่อนหน้านี้ที่จะทยอยรับรู้เต็มปีภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยด้วย
โดยราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบในไตรมาส 2/69 คาดแตะระดับ 90-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 87.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่วนราคาเฉลี่ยทั้งปี 69 คาดอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทำให้คาดว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังจะทยอยปรับตัวลดลง
ราคาก๊าซธรรมชาติในไตรมาส 2/69 และตลอดทั้งปี 69 คาดแตะระดับ 6 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (MMBTU) เพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ส่วนต้นทุนการดำเนินงานยังคงรักษาระดับค่าใช้จ่ายและบริหารต้นทุนไว้ที่ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยอัตรากำไรที่ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายได้ (EBITDA) ปี 69 คาดรักษาระดับการเติบโตอยู่ที่ 70%
TOP กำไร Q1/69 โต 455%
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 19,481.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 455.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,503.51 ล้านบาท ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามแรงหนุนหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 31,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25,179 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 8,582 ล้านบาท แม้จะมีกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท
รายได้จากการขายของกลุ่มไทยออยล์ในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 114,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,539 ล้านบาท ตามปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
กลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 9.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ กำไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ยังปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่ดีขึ้นในอินเดียและจีน รวมถึงกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) ที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว และกำไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากอัตรากำไรของผลิตภัณฑ์พลอยได้และกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่ปรับตัวดีขึ้น
แนวโน้มค่าการกลั่นปี 69
ไทยออยล์ มองแนวโน้มค่าการกลั่นในแต่ละไตรมาสของปี 2569 จะมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาด โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง และมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน ซึ่งเกิดจากการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าตามแนวทางการดำเนินธุรกิจปกติประมาณ 1-2 เดือน ทำให้ต้นทุนที่รับรู้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน
ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน อาทิ ต้นทุนน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่สะท้อนค่าความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War Risk Premium) คาดว่าจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 ถึงครึ่งหลังของปี 2569 ตามรอบการจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลง
ภายใต้สมมติฐานที่อ้างอิงข้อมูลจากภาวะตลาดและแหล่งข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไทยออยล์คาดว่าอาจรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในช่วงไตรมาส 2/2569 และต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังสถานการณ์คลี่คลาย
โรงกลั่นอาจต้องรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นน้ำมันดิบที่มีการจัดซื้อล่วงหน้าในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีความผันผวนสูง ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง ส่งผลต่อการขาดทุนสต็อกน้ำมันในอนาคต
PTTGC เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน Q2/69
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/69 พลิกมีกำไรสุทธิที่ 3,231.75 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 2,567 ล้านบาท หนุนจากรายได้ขายรวม 146,936 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้น ตามราคาผลิตภัณฑ์อิงน้ำมันดิบและปริมาณขายที่สูงขึ้น หลังโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์กลับมาเดินเครื่องปกติ
ขณะที่ผลประกอบการหลัก (Adjusted EBITDA) ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 14,846 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากธุรกิจโอเลฟินส์–โพลิเมอร์ อะโรเมติกส์ และโรงกลั่นที่ส่วนต่างราคาดีขึ้น รวมถึงกำไรสต๊อกน้ำมันและปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือกว่า 7,182 ล้านบาท แม้มีผลกระทบจากตราสารอนุพันธ์และค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่วนสินทรัพย์รวมสิ้นไตรมาส 1/69 เพิ่มเป็น 662,742 ล้านบาท เติบโต 9% จากสิ้นปีก่อน
นางทวิรัศมิ์ โฆษิตบันเทิง ผู้จัดการฝ่าย การเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ PTTGC เผยในงาน Earnings Call มองว่าในไตรมาส 2/69 มีความเสี่ยงและความผันผวน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่มีความเสี่ยงเรื่องต้นทุนมันดิบและ Crude Premium ที่สูงขึ้น หลังจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้าช่วงมี.ค.–เม.ย. ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นมีความผันผวนและอาจเสี่ยงขาดทุนสต็อกหากราคาน้ำมันปรับลงแรง แม้คาดราคาน้ำมันดิบไตรมาส 2/69 จะอ่อนตัวมาที่ราว 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85–89 ดอลลาร์/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจปิโตรเคมีโดยเฉพาะโอเลฟินส์มีแนวโน้มดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น และบริษัทได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นวัตถุดิบ ขณะเดียวกันบริษัทรับรู้กำไรขายหุ้นไทย แทงค์เทอร์มินัลกว่า 3,300 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 เดินหน้าแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดอีก 20,000 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่าย 4,000 ล้านบาท
และศึกษาความร่วมมือกับ "บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC" เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจโอเลฟินส์–พอลิโอเลฟินส์ คาดสรุปผลได้ปลายไตรมาส 3/69
GPSC ยังโต แต่จับตาต้นทุนก๊าซ
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากเงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น
บล.ทิสโก้ แนะนำซื้อ GPSC มูลค่าที่เหมาะสม 40.00 บาท คาดว่ากำไรไตรมาส 2/69 จะทรงตัวถึงอ่อนลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) มาร์จิ้นของ SPP มีความเสี่ยงด้าน downside จากต้นทุนก๊าซและถ่านหินที่อาจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ CFXD อาจเผชิญสภาพลมที่อ่อนลงตามฤดูกาล
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันบางส่วนอาจถูกชดเชยด้วยส่วนแบ่งกำไรจาก Xayaburi ที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำ และ AEPL อาจได้ประโยชน์จากสภาพรังสีแสงอาทิตย์ที่ดีขึ้น ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นหรือเงินบาทที่อ่อนค่า และต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้น
IRPC แรงหนุนกำไรสต๊อกเริ่มหมด
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 7.9 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน 574 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 และขาดทุน 1.2 พันล้านบาทในไตรมาส 4/68 ธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนแอกว่าคาด ถูกชดเชยด้วยค่าการกลั่น (GRM) ของธุรกิจปิโตรเลียมที่ดีกว่าคาด
การพลิกฟื้นทั้ง QoQ และ YoY มาจากการปรับตัวดีขึ้นของทั้งการดำเนินงานหลักและรายการพิเศษ ส่วนกำไรสุทธิมีกำไรจากสินค้าคงคลัง 10.1 พันล้านบาท ซึ่งถูกหักล้างบางส่วนด้วยการขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง 2.3 พันล้านบาท หากไม่รวมรายการเหล่านี้ กำไรหลักอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 113% QoQ และพลิกจากขาดทุนหลัก 2.4 พันล้านบาทในไตรมาส 4/68
บล.ทิสโก้ แนะนำถือ IRPC มูลค่าที่เหมาะสม 1.88 บาท คาดว่าโมเมนตัมกำไรจะอ่อนลงจากไตรมาสก่อนหน้าในไตรมาส 2/69 จากการไม่มีหรือการกลับสู่ภาวะปกติของกำไรสต๊อกน้ำมัน รวมถึงการทยอยสะท้อนต้นทุน crude premium ที่สูงขึ้น ปัจจัยลบเหล่านี้อาจถูกชดเชยบางส่วนจากค่าการกลั่นที่ยังแข็งแกร่ง และการทยอยรับรู้ราคาปิโตรเคมีที่สูงขึ้น
จากการนำผลประกอบการไตรมาส 1/69 และการคาดการณ์ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นมาปรับประมาณการ ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 69-71 ส่งผลให้มูลค่าที่เหมาะสมใหม่เพิ่มเป็น 1.88 บาท อิง EV/core EBITDA ปี 69 ที่ 6 เท่า หรือ 2 SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ความเสี่ยงด้านบวกสำคัญ ได้แก่ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าคาด และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงกว่าคาด.







