เจาะผลกระทบหุ้นโรงไฟฟ้า หลัง กกพ.เคาะค่าไฟ พ.ค.-ส.ค. 3.95 บาท/หน่วย
กกพ. ปรับขึ้นค่าไฟงวดใหม่ส่งผลค่าไฟขยับเป็น 3.95 บาท/หน่วย แม้ช่วยบรรเทาภาระ กฟผ. แต่กระทบกลุ่ม SPP ขณะที่กลุ่ม IPP ผลกระทบจำกัด ส่วนพลังงานหมุนเวียน รับประโยชน์ ชู GULF และ GUNKUL หุ้นเด่น
KEY
POINTS
- กกพ. มีมติปรับขึ้นค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. เป็น 3.95 บาท/หน่วย ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าแตกต่างกันไป
- กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (GUNKUL, BCPG) ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขึ้นค่าไฟ เนื่องจากรายได้อ้างอิงกับค่า Ft แต่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง
- กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) เช่น BGRIM และ GPSC ได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เช่น GULF, EGCO และ RATCH ผลกระทบจำกัด
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศมติอย่างเป็นทางการสำหรับการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้า (ม.ค.-เม.ย.2569) อยู่ที่ 9.72 สตางค์/หน่วย เมื่อพิจารณารวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาท/หน่วย จะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าขยับขึ้นเป็น 3.95 บาท/หน่วย จากเดิม 3.88 บาท/หน่วย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาคประชาชนและทิศทางการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า
การปรับขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการเลือกแนวทาง “ต่ำสุด” จากทั้งหมด 3 ทางเลือก ที่ กกพ. เคยนำเสนอ สอดคล้องกับมุมมองของฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ที่ได้นำเสนอไว้ โดยค่า Ft ที่ 16.23 สตางค์งวดนี้ ประกอบด้วย Ft ที่สะท้อนต้นทุน 29.66 สตางค์/หน่วยและเงินส่วนลดค่า Ft อีกราว13.43 สตางค์/หน่วย จากการใช้เงินเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (claw back) ที่คงเหลือราว 9.5 พันล้านบาท มาใช้อุดหนุนทั้งหมด นอกจากนี้ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสม 3.6 หมื่นล้านบาท โดยยังไม่มีการชำระคืนหนี้ดังกล่าวในงวดนี้
ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ใครได้ใครเสีย?
ฝ่ายวิจัยฯ มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยแบ่งตามโครงสร้างสัญญาและประเภทเชื้อเพลิง ดังนี้
1. กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP): มุมมองเชิงลบ กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างราคาขายและต้นทุน แม้ค่าไฟจะปรับขึ้น 6.51 สตางค์/หน่วย แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเป็น 347.5 บาท/ล้านบีทียู (จากเดิม 288 บาท) ได้ทั้งหมด ส่งผลให้อัตรากำไร (Margin) ของกลุ่ม SPP ในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มลดลง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบเรียงตามลำดับ คือ BGRIM รองลงมา คือ GPSC
2. กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP): ผลกระทบจำกัด ผู้ประกอบการอย่าง GULF, EGCO และ RATCH ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) มีกลไกการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิง (Pass-through) ไปยัง กฟผ. ได้โดยตรง ทำให้ความผันผวนของราคาก๊าซไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
3. กลุ่มพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy): มุมมองเชิงบวก ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่า Ft โดยตรง เช่น GUNKUL, BCPG และ SSP เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่มีราคาขายไฟฟ้าที่อ้างอิงกับค่า Ft ในขณะที่ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง (Zero Fuel Cost) ทำให้รายได้และกำไรมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางค่า Ft ที่เป็นขาขึ้น
กลยุทธ์การลงทุนและมุมมองในอนาคต
แม้ภาพรวมการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า ผ่ายวิจัยฯ คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มฯ “เท่าตลาด” แต่ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ในหุ้นรายตัวที่พื้นฐานแข็งแกร่ง
- GULF (Top Pick): แนะนำ “ซื้อ" (ราคาเหมาะสม 71.25 บาท) เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจทนทานต่อความผันผวนของต้นทุนก๊าซและมีปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในระยะยาว
- GUNKUL: แนะนำ “ซื้อ” (ราคาเหมาะสม 2.80 บาท) ในฐานะตัวแทนกลุ่มพลังงานทดแทนที่ได้ประโยชน์จากวงจร Ft ขาขึ้น และกระแสความต้องการพลังงานสะอาดในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในงวดนี้สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการรักษาสมดุลระหว่างภาระค่าครองชีพของประชาชนและภาระหนี้สินของ กฟผ. อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกลุ่ม SPP ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในไตรมาส 2/2569


