SME สาหัส พลังงานดันต้นทุนพุ่ง จี้รัฐตรวจสต็อกน้ำมัน สกัดลักลอบส่งออก
SME สาหัส พลังงานดันต้นทุนพุ่งกว่า 70% กระทบเกษตร-การผลิตหนักสุด วอนรัฐเข้มตรวจสต๊อกน้ำมัน-สกัดลักลอบส่งออกเสนอสูตร “ลด ตรึง หนุน เซฟ” ประคองธุรกิจ
ในงาน ROUND TABLE POWER GAME: WORLD IN CRISIS ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย จัดโดยโพสต์ทูเดย์ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ( TRAINING ROOM 2 )
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึง ถึงผลกระทบจากราคาพลังงานที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง โดยเฉพาะในผู้ประกอบการภาคเกษตรและภาคการผลิต
โดยภาคธุรกิจ SME แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ บริการ การค้า การผลิต และธุรกิจเกษตร โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงที่สุดคือธุรกิจเกษตรและภาคการผลิต ซึ่งภาคการผลิตมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ GDP SME รองจากภาคบริการ
SME มีต้นทุนการผลิตทั้งหมดรวมกันมากกว่า 70%
นายแสงชัย กล่าวต่อว่า โครงสร้างคร่าว ๆ จากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่าต้นทุนส่วนใหญ่ของ SME ในการทำธุรกิจ ประกอบด้วย ค่าวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต 37-40% ค่าบริหารจัดการ (รวมค่าไฟฟ้า) 22% ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ 11-12% ซึ่งเป็นต้นทุนที่รวมกันทั้งหมดสูงถึง 71-72% ของต้นทุนทั้งหมดโดยยังไม่รวมเรื่องค่าแรง ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจเกษตรและภาคการผลิต ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ GDP SME ได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ ที่ได้รับผลกระทบทันทีโดยไม่ต้องรอเหมือนธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้า
จี้ตรวจสอบความโปร่งใส "ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด"
นายแสงชัย กล่าวต่อว่า ต้นน้ำที่เป็นพลังงาน จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า "ค่าการตลาด" ไม่ควรเป็นต้นทุนแปรผันแต่ควรเป็นค่าคงที่ เพื่อความเป็นธรรม ขณะที่ "ค่าการกลั่น" จำเป็นต้องมีการตรวจสอบความสมเหตุสมผลในการกระจายต้นทุนแต่ละผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร
รวมถึงที่มาของแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่าง ๆ ว่าส่งผลต่อราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันเงินในกองทุนน้ำมันมาจากกระเป๋าของผู้บริโภค โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการลักลอบส่งออกและการกักตุน ทั้งทางบกและทางเรือ
พบสัญญาณไม่ปกติ ปั๊มรายย่อยยอดส่งน้ำมันลด 50-60%
นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมัน โดยผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันหลายรายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำมันลดการส่งลง 50-60% จากก่อนหน้านี้ เป็นสิ่งที่เราตรวจสอบได้ว่า จริงหรือไม่ ปั๊มต่างๆ ได้รับน้ำมันเท่าไหร่ จ่ายออกเท่าไหร่
ภาค SME มองว่าภาครัฐมีระบบที่สามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก โดยดูจากตั๋วนำเข้าน้ำมัน ปริมาณการกลั่นของโรงกลั่น รวมถึงการตรวจสอบสต๊อกน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ที่มีอยู่
4 คาถา "ลด ตรึง หนุน เซฟ"
ทั้งนี้ แสงชัย กล่าวว่า SME เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเดิมมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาแรมปี จนทำให้เงินทุนหมุนเวียนร่อยหรออยู่ในสภาวะที่ "จะล้มไม่ล้ม" แรงกดดันใหม่จากราคาพลังงาน เมื่อต้องมาเจอกับวิกฤตราคาพลังงานรอบใหม่ จึงกลายเป็นตัวเร่งที่ถ้าพูดตรง ๆ คือง่อนแง่นกันเป็นปีแล้ววิกฤตหนักขึ้นไปอีก
จึงได้เสนอคาถา "ลด ตรึง หนุน เซฟ" ประคองธุรกิจ เพื่อหาจุดสมดุล คือ
1.ลด (ลดความล้ำเหลื่อมและสร้างความเป็นธรรม) ไม่ใช่การขอลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้ ปรับปรุงโครงสร้างราคาให้เป็นธรรม ซึ่ง SME รับได้กับการปรับราคาตามกลไก แต่ต้องไม่มีการลักลอบกักตุน และโครงสร้างราคาต้องชัดเจน
ทั้งนี้โครงสร้างต้นทุนน้ำมัน 100% ควรมีการ "เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข" โดยปัจจุบันประกอบด้วย เนื้อน้ำมัน 50%, ภาษี 30%, กองทุนน้ำมัน 5% และส่วนที่เหลือคือค่าการตลาด
ตั้งข้อสังเกตเรื่องส่วนต่างราคาดีเซลกับไบโอดีเซลว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่เมื่อเทียบกับสัดส่วนภาษี
2.ตรึง (ตรึงราคาปัจจัยการผลิตหลัก) เสนอให้ ตรึงราคาไฟฟ้าและค่า FT เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคบริการ โรงแรม และที่พัก
หากไม่ตรึงราคาไฟฟ้าจะกลายเป็น "วิกฤตซ้ำซ้อน" ต่อจากวิกฤตน้ำมัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่ต้องใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิตค่อนข้างมาก
3.หนุน (หนุนมาตรการเข้าถึงเงินทุนและกระตุ้นการบริโภค) การเข้าถึงสินเชื่อ มาตรการสินเชื่อหมื่นล้านอาจช่วยได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งหมื่นล้านนี้อาจสำหรับคน 20 คน ไม่ใช่หมื่นล้านสำหรับคน 80 คน เพราะปัจจุบัน อัตราความสำเร็จ ในการขอสินเชื่อของ SME ในแบงก์ต่าง ๆ ต่ำกว่า 20% สมมติจาก 100 ราย กู้ผ่านไม่ถึง 20 รายเท่านั้น
ทั้งนี้ นายแสงชัยมองว่า โครงการคนละครึ่ง หากมีจะสามารถช่วยกระตุ้นการซื้อขาย ดยเฉพาะในร้านอาหาร และร้านค้ารายย่อย ซึ่งมีมากเกือบ 1 ล้านราย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ดี
ทั้งยังมองนวัตกรรมนโยบาย เสนอให้รัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายผ่าน แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เช่น การช่วยจ่ายค่าไฟบางส่วน หรือการเติมน้ำมันในราคาพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลักในธุรกิจ
4.เซฟ (ประหยัดพลังงาน) รณรงค์ให้ลดการใช้พลังงาน ปิดไฟ และใช้รถสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SME ได้พยายามปรับตัวและประหยัดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุดแล้ว หากต้องประหยัดมากกว่านี้อาจจะอยู่ไม่ได้
“อย่างไรก็ตาม SME รับได้กับราคาที่ปรับขึ้น แต่ต้องเป็นธรรมและโปร่งใส ไม่ใช่เกิดจากการกักตุนหรือโครงสร้างราคาที่ไม่ชัดเจน" นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้าย


