ทรีนีตี้ มอง SET Q2/69 กรอบ 1260-1530 จุด แนะ 4 กลุ่มหุ้นหลบภัย
ทรีนีตี้ คาด SET Q2/69 แกว่ง 1260-1530 จุด ชี้กำไร บจ. เสี่ยงถูกหั่นหากสงครามยืดเยื้อ แนะ Selective หุ้นหลุมหลบภัยกลุ่มสื่อสาร โรงพยาบาล ค้าปลีก และนิคมฯ
KEY
POINTS
- บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ดัชนี SET ในไตรมาส 2 ปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1260-1530 จุด
- ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อดัชนีคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยมีเส้นแบ่งความถูก-แพงอยู่ที่ระดับ 1390-1400 จุด
- แนะนำ 4 กลุ่มหุ้นหลบภัยที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร, โรงพยาบาล, ค้าปลีกจำเป็น และนิคมอุตสาหกรรม
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่ากรอบการแกว่งตัวของ SET Index ในไตรมาส 2/2569 จะมีเส้นแบ่งความถูก-แพง อยู่ที่บริเวณ 1390-1400 จุด ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) แนวรับด้านล่างจะอยู่ที่บริเวณ 1260-1290 จุด ด้านแนวต้าน มองว่าระดับดัชนีที่มีโอกาสไปได้ไกลสุดยังคงเป็นแนวต้านระดับเดิมที่เคยให้ไว้ในช่วงไตรมาส 1/2569 ที่ระดับ 1530 จุด
ทั้งนี้ เชื่อว่าการแกว่งตัวของ SET Index ในช่วงถัดไป จะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นสำคัญ เนื่องจากในฝั่งของตัวคูณ Valuation ในตลาด (Multiple) นั้น น่าจะเริ่มนิ่งแล้ว หลังมีความมั่นใจว่าธปท.จะมีการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ไปตลอดจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ระดับ Forward PE ที่เหมาะสมในกรณี Conservative Base และ Best case อยู่ที่ระดับเดิมกับช่วงต้นปีที่ 13.8 เท่า, 14.8 เท่า และ 15.9 เท่า ตามลำดับ
สิ่งที่เป็นกังวลใจเล็ก ๆ ในช่วงต้นไตรมาส 2/2569 คือ ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ยังไม่มีทิศทางการปรับตัวลงมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในช่วงแรก กลุ่มหุ้นโภคภัณฑ์ในบ้านเราเห็นการขยับขึ้นของคาดการณ์กำไรตามราคาพลังงาน และยังอยู่ในช่วงของการรอปิดงบประจำไตรมาส 1/2569 อยู่
ดังนั้นหากเข้าสู่เดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่มักจะมีการประชุม Preview และ Review ผลประกอบการของนักวิเคราะห์เมื่อไหร่ ประเมินว่าช่วงนั้นอาจจะได้เห็นการออกมาให้แนวโน้มประจำปีของผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ ในโทนลบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระลอกการปรับลดประมาณการในตลาดได้
อย่างไรก็ตาม ภาพของ Earnings บริษัทจดทะเบียนของไทย คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับภาพเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากยังพอมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยหักล้างผลกระทบเชิงลบดังกล่าวได้ เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ กลุ่ม Oil & Gas กลุ่มปิโตรเคมีบางตัวที่ไม่มีปัญหาในการเข้าถึง Feedstock และกลุ่ม Soft commodities
ด้วยเหตุนี้ จึงประเมิน Downside risk ของ EPS ตลาดหุ้นไทยจากวิกฤติสงครามครั้งนี้ในกรณีฐานอยู่เพียงระดับ 3% จากช่วง Pre-war ในขณะที่กรณีเลวร้ายสุด ประเมินอยู่ที่ระดับ 5%
จากเหตุผลข้างต้น ทรีนีตี้ได้ทำการแบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ของแนวโน้มผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ประจำปี 2569 ไว้ 3 กรณี ดังต่อไปนี้
1) ในกรณีดีที่สุด หรือฉากทัศน์ที่ EPS ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากคาดการณ์เดิม หรือหมายความว่าการปรับขึ้นของกำไรกลุ่ม Oil & Gas ในบ้านเรา จากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน สามารถที่จะชดเชยกลุ่มอื่นๆ ได้ทั้งหมด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับเดียวกันกับช่วงต้นปีที่ 96.4 บาท
2) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 3% ซึ่งมีแนวโน้มเป็นฉากทัศน์ในกรณีฐานของเรา สมมติฐานในกรณีนี้คือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงเกิน 100 เหรียญฯ/บาร์เรล เป็นเวลา 1 เดือนโดยประมาณ ซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas เริ่มมีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 93.5 บาท
3) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 5% ซึ่งถือเป็นกรณีเลวร้ายสุดที่เราประเมินไว้ คือภาวะสงครามมีความยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนสูงกว่าระดับ 100 เหรียญฯ/บาร์เรล ยาวนานกว่าระยะ 1 เดือนขึ้นไป ซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas มีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas อย่างเห็นได้ชัด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 91.6 บาท
“ในกรณีดีสุด เมื่อนำระดับ EPS คาดการณ์ที่ 96.4 บาท มาคูณกับ Forward PE ในกรณี Best case ที่ 15.9 เท่า จะได้ระดับ SET Index ที่เหมาะสมในกรณีนี้อยู่ที่ 1530 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเดิมที่เราเคยให้ไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในทางกลับกัน ในกรณีเลวร้ายสุด หากนำระดับ EPS คาดการณ์ที่ 91.6 บาท มาคูณกับ Forward PE ในกรณี Conservative ที่ 13.8 เท่า ก็จะได้ระดับ SET Index ที่เหมาะสมในกรณีนี้อยู่ที่ 1260 จุด และหากนำดัชนีทั้ง 2 ระดับดังกล่าวที่ 1530 และ 1260 จุด มาหาค่าเฉลี่ย จะได้ระดับ SET Index กึ่งกลางที่มองว่าเป็นเส้นแบ่งของความถูกความแพงในช่วงไตรมาส 2 นี้ จะอยู่ที่ระดับ 1390-1400 จุดโดยประมาณ”
จากกรอบแนวคิดวิธี PE Model และการใส่สมมติฐานคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในกรณี Best case และ Worst case ทำให้ทรีนีตี้มั่นใจอย่างสูงว่า SET Index ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่ระดับ 1550 จุด ขณะเดียวกัน โมเดลของเราก็บ่งชี้ว่า SET Index น่าจะไม่ลงไปที่จุดต่ำสุดที่เป็นจุดตั้งต้นของปีนี้ที่ระดับ 1230 จุด เช่นกัน
สำหรับทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 ประเมินภาพ SET Index อาจจะยังมีความผันผวนต่อ โดยจะแกว่งตัวตามพัฒนาการของภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 1 เป็นต้น ขณะที่กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ การ Selective ไปยังกลุ่มหุ้นที่เป็นหลุมหลบภัย (Bunker stocks) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้าน Earnings ที่กำลังจะประกาศออกมาในช่วงถัดไปค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ อาทิ
1. กลุ่มหุ้นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่มีอำนาจในการตั้งราคาสูง เช่น ADVANC, TRUE
2. กลุ่มโรงพยาบาลที่ไม่ได้อิงกับผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางมากนัก เช่น BDMS, BCH, CHG
3. กลุ่มค้าปลีกจำเป็นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนค่าไฟในระดับต่ำ เช่น BJC, CPAXT
4. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เห็นการเร่งตัวของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น AMATA, WHA


