คัด 9 หุ้นเด่นปันผลสูง เกราะป้องกันพอร์ตฝ่าพายุสงครามลากยาว
สงครามลากยาว ดันน้ำมันพุ่ง กระทบเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นทั่วโลก แนะถือเงินสด 30% สะสมหุ้นปันผลสูง เป็นเกราะป้องกันพอร์ตผันผวน
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงและเศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
- นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นปันผลสูงเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันพอร์ต และสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในช่วงวิกฤต
- คัด 9 หุ้นเด่นที่มีปัจจัยบวกและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ได้แก่ KTB, BBL, GUNKUL, GULF, BGRIM, ICHI, CPF, NER และ OR
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มลากยาว การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยลบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สมรภูมิเดียว แต่กระทบมาสู่วิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ชนวนเหตุสงคราม เมื่อเส้นทางพลังงานถูกปิดกั้น
ปัจจุบันสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ดำเนินเข้าสู่วันที่ 30 และสถานการณ์มีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล เมื่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมวงด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือการขู่ปิดช่องแคบ Bab al-Mandab ในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 5% ของอุปทานโลก
ซ้ำร้าย ฝั่งรัสเซียยังเผชิญกับปัญหาการส่งออกน้ำมันที่หยุดชะงักไปแล้วกว่า 40% จากเหตุโดรนโจมตี และเตรียมงดส่งออกน้ำมันเป็นเวลา 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวต่ำลง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แรงกดดันผ่านเงินเฟ้อและต้นทุน
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบต่อไทยอาจไม่ใช่มิติทางการทหารโดยตรง แต่จะส่งผ่านทางราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น จากบทเรียนในอดีต (เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน) ปัจจัยเหล่านี้เคยฉุดให้ GDP ของไทยชะลอตัวลงจาก 4.4% เหลือเพียง 1.5-1.9% พร้อมกดดันการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน “ภูวดล ภูสอดเงิน” ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง มองว่า ความกังวลเรื่องการขาดแคลนเรือและตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงค่าระวางเรือที่มีความเสี่ยงจาก War-risk surcharge อาจทำให้ต้นทุนสินค้าทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามมา
กลยุทธ์การลงทุน คัดหุ้นเด่นสู้ศึกยืดเยื้อ
เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจลากยาวไปจนถึงกำหนดการสำคัญ เช่น เส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน ในวันที่ 6 เมษายน นี้ บล.เอเซีย พลัส ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ดังนี้
- บริหารสภาพคล่อง: แนะนำให้ ถือเงินสดในระดับ 30% ขึ้นไป เพื่อลดความผันผวนรวมของพอร์ตและเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับฐาน
- เลือกสะสมหุ้นปันผลสูง (Selective Buy): เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีอัตราการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน (Hedge) ในช่วงที่ราคาหุ้นผันผวน โดยกลุ่มหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ KTB, BBL, GUNKUL, GULF, BGRIM, ICHI, CPF, NER , OR
หุ้นปันผลสูง หลุมหลบภัยที่แข็งแกร่ง
สอดคล้องกับ “ภูวดล ภูสอดเงิน” ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ระบุว่า ในภาวะที่ดัชนี SET Index ผันผวนและเผชิญแรงกดดัน สังเกตเห็นสัญญาณที่น่าสนใจว่า แม้หุ้นไทยจะย่อตัวตามภูมิภาคในกรอบ 1,430-1,450 จุด แต่ กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นปันผลสูง (SETHD) กลับปรับตัวบวกสวนทางตลาด สะท้อนถึงการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยและผลตอบแทนที่จับต้องได้ในรูปของเงินปันผล
แม้สงครามจะสร้างเมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนปกคลุมตลาดหุ้น แต่การเลือกปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดชัดเจนอย่าง หุ้นปันผลสูง ควบคู่ไปกับการรักษาระดับเงินสดให้เหมาะสม คือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถ “อยู่รอด” และ “เติบโต” ได้ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด


