3 ฉากทัศน์ วิกฤตขัดแย้งตะวันออกกลาง ลามน้ำมันพุ่ง ซัด GDP ไทย โตต่ำกว่า 0.7%
3 ฉากทัศน์ สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันน้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่ง ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 0.7% หลังหนี้สูงบีบรัฐลดอุ้มราคา เสี่ยง Stagflation แนะถือเงินสด 30-50% และหุ้นสินค้าจำเป็น รับมือความผันผวน
KEY
POINTS
- ไทยมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤต เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 52% และมีข้อจำกัดทางการคลังในการอุดหนุนราคา
- บล.เอเซีย พลัส ประเมินผลกระทบเป็น 3 ฉากทัศน์ โดยกรณีฐาน (โอกาส 50%) คาดว่าสงครามที่ยืดเยื้อ 1-3 เดือน จะฉุดให้ GDP โตลดลงเหลือ 1.0-1.3%
- ในกรณีเลวร้ายที่สุด (โอกาส 20%) หากสงครามบานปลายนานกว่า 3 เดือน อาจทำให้ GDP ไทยเติบโตต่ำกว่า 0.7% และเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation
สถานการณ์ความตึงเครียดและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังได้ขยายวงกว้างกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทยที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานอย่างมาก
โครงสร้างที่เปราะบางและขีดจำกัดทางการคลัง
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 52% ของการนำเข้าทั้งหมด และมีการขาดดุลในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งถือว่ารุนแรงกว่าหลายประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ ในเดือนมกราคม 2569 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66% ซึ่งสูงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 ข้อจำกัดนี้ ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน (เช่น ดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์) ได้น้อยลงกว่าในอดีต
ผลกระทบลูกโซ่ จากน้ำมันสู่เงินเฟ้อ
เมื่อรัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระการอุดหนุนราคาได้ ราคาน้ำมันขายปลีกจึงต้องปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นทอด ๆ ดังนี้
- ต้นทุนการผลิตและขนส่ง: ภาคโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะมีต้นทุนสูงขึ้นทันที
- ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค: เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าจะแพงขึ้นตาม ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง
- เพดานราคาที่อาจไปถึง: ในอดีตราคาน้ำมันดิบ BRENT เคยแตะ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซลในไทยสูงถึง 45 และ 35 บาท/ลิตร ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนว่าราคายังมีโอกาสขยับขึ้นได้อีกมากจากปัจจุบัน
3 ฉากทัศน์ (Scenarios) อนาคตเศรษฐกิจไทยปี 2569
บล.เอเซีย พลัส ได้ประเมินผลกระทบตามความยืดเยื้อของสงครามไว้ 3 กรณี ดังนี้
- Scenario A: สงครามยุติภายใน 1 เดือน (โอกาส 30%) ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อไทยจะมีจำกัด โดย GDP ยังสามารถเติบโตได้ราว 1.6% และภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้เร็ว
- Scenario B: สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาส 50% - กรณีฐาน) ราคาน้ำมันจะพุ่งไปที่ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล เงินเฟ้อจะกดดันให้ GDP เติบโตลดลงเหลือ 1.0-1.3% กำไรของภาคธุรกิจจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- Scenario C: สงครามบานปลายนานกว่า 3 เดือน (โอกาส 20% - กรณีเลวร้ายที่สุด) อาจเกิดวิกฤต Oil Shock คล้ายปี 2516 ราคาน้ำมันอาจทะลุ 150-200 ดอลลาร์/บาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะเติบโตไม่ถึง 0.7% และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะ Stagflation (ข้าวยากหมากแพงแต่เศรษฐกิจไม่โต)
สัญญาณเตือนภัยในตลาดการเงิน
ความกังวลของนักลงทุนสะท้อนผ่านดัชนี Fear & Greed Index ที่ร่วงลงเหลือเพียง 15 พร้อมกับการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง (Junk Bond Yield) ในสหรัฐฯ จาก 6.5% เป็น 7.2% ภายในเวลาไม่นาน
กลยุทธ์การลงทุนภายใต้ความไม่แน่นอน
ในสภาวะที่ความเสี่ยงรุมเร้า นักลงทุนควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง ดังนี้
การถือเงินสด: แนะนำให้ถือเงินสดในสัดส่วน 30-50% ของพอร์ตเพื่อรอจังหวะ
หุ้นกลุ่มเป้าหมาย
- สินค้าจำเป็น: กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อย เช่น CPAXT, CPF, TU, TRUE
- กลุ่มส่งผ่านต้นทุน: หุ้นที่ได้ประโยชน์หรือทนทานต่อต้นทุนพลังงาน เช่น BANPU, STA, PTTEP
- เกราะป้องกันเงินเฟ้อ: กลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นหรือความมั่นคงทางการเงิน เช่น BBL, KTB, SCB
วิกฤตครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ความยืดเยื้อของสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเผชิญกับการชะลอตัวเพียงชั่วคราว หรือต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง


