IROYAL ลุยธุรกิจ Oil & Gas รุกเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ดันรายได้ปี 69 โต 20-25%
"อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง (IROYAL)" วางหมากรุกธุรกิจพลังงาน–เทคโนโลยีป้องกันประเทศ รับเทรนด์โลก ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 20–25% หลังปี 2568 ทำสถิติรายได้ 486 ล้านบาท พร้อมแบ็กล็อกกว่า 611 ล้านบาท แผนประมูลงานใหม่ 2,000 ล้านบาท เสริมการเติบโตระยะยาว
KEY
POINTS
- "อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง (IROYAL)" วางหมากรุกธุรกิจพลังงาน–เทคโนโลยีป้องกันประเทศ รับเทรนด์โลก
- ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 20–25% หลังปี 2568 ทำสถิติรายได้ 486 ล้านบาท พร้อมแบ็กล็อกกว่า 611 ล้านบาท
- แผนประมูลงานใหม่ 2,000 ล้านบาท เสริมการเติบโตระยะยาว
นายภณภัทร เมฆาสุวรรณดำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ IROYAL ผู้นำด้านวิศวกรรมพลังงานและเทคโนโลยีอัจฉริยะ กล่าวในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน หรือ Opportunity Day ว่า ในปี 2569 จะเป็นปีที่บริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20-25% จากฐานปี 2568 ที่ทำสถิติรายได้สูงถึง 486 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 155% และกำไรสุทธิ 135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
พร้อมเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติการจ่ายปันผลงวดประจำปี 2568 หุ้นละ 0.43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 7% กำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผล (XD) วันที่ 29 เมษายน 2569
ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจของกลุ่ม IROYAL จะมาจาก 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย
- กลุ่มธุรกิจพลังงาน (Power Plant Solution)
- กลุ่มสนับสนุนธุรกิจปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ (Oil and Gas Solution)
- กลุ่มธุรกิจสนับสนุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน (Energy Transition Solution)
- กลุ่มธุรกิจสื่อสาร โซลูชันอัจฉริยะ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง (Intelligent System and Defense Tech Solution)
โดยในปี 2569 บริษัทมุ่งขยายธุรกิจ Oil and Gas และ เทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง ซึ่งธุรกิจ Oil and Gas ส่วนมากเป็นรายได้ระยะยาว 3-5 ปี ล่าสุดบริษัทเพิ่งได้เซ็นสัญญารับงานมูลค่า 345 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปีนี้ ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี
ขณะที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง บริษัทให้บริการระบบป้องกันอากาศยานไร้คนขับ หรือ Anti-Drone นอกจากนี้ยังมีระบบ Drone Monitoring เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน
อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยเฉพาะการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการปฏิบัติงานของลูกค้าได้อย่างมีนัยสําคัญ ปัจจุบันบริษัทมีสัญญางานในกลุ่มดังกล่าวประมาณ 72 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปีนี้ และต่อเนื่องไปอีก 5 ปี
กลุ่มธุรกิจหลักด้านพลังงาน (Power Plant Solution) คาดว่าปีนี้จะขยายตัวราว 10–15% สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 3–5% รายได้หลัก มาจาก 3 ส่วน ได้แก่
- บริการจัดหาและบริหารซัพพลายเชนอุปกรณ์และอะไหล่สำหรับโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ
- โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของลูกค้าเพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
- การบริหารสินค้าคงคลังแบบ Vendor Managed Inventory (VMI) ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาว 3 ปี มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท ช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) และสร้างความมั่นคงของรายได้ในอนาคตในอนาคตให้กับบริษัทและสะท้อนความเชื่อมั่นของ ลูกค้าที่มีต่อศักยภาพการบริหารจัดการของบริษัท
ส่วนธุรกิจสนับสนุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน (Energy Transition Solution) มุ่งเน้นการให้บริการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน เช่น ระบบสาธารณูปโภค บริหารจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) มีมูลค่า 611 ล้านบาท และปีนี้เตรียมที่จะประมูลงาน รวมมูลค่า 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้า ประมาณ 200 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจ Oil and Gas มูลค่า 600 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจสื่อสารโซลูชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง (Intelligent System and Defense Tech Solution) มูลค่างาน 1,200 ล้านบาท และกลุ่มสาธารณูปโภค และพลังงานทดแทน มูลค่า 200 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีความคาดหวังว่าจะได้งานประมูลเข้ามาเติม Backlog ประมาณ 1,000 ล้านบาท
นางสาวประภาพรรณ ประภัทรโพธิพงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง กล่าวเสริมว่า ธุรกิจของ IROYAL เน้นตลาดเฉพาะทาง หรือ Niche Market ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และประสบการณ์สูงเป็นการบริหารโครงการ
ควบคู่กับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคนิคและนวัตกรรมทำให้บริษัทรับงานโครงการขนาดใหญ่และงานที่มีความซับซ้อนได้อย่างคล่องตัวถือเป็นจุดแข็งของ IROYAL ที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นในการใช้บริการ
"ปีนี้คาดว่าสัดส่วนรายได้จากภาครัฐและเอกชนจะมีสัดส่วนเท่ากัน 50% จากปีที่ผ่านมามีสัดส่วนจากภาครัฐ 60% แต่ปัจจุบัน IROYAL ขยายมาสู่ธุรกิจ Oil and Gas และกลุ่ม Defense Tech มากขึ้น ทำให้สัดส่วนรายได้จากภาคเอกชนมากขึ้น"
ฐานะการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 0.1 เท่า ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถรองรับการขยายธุรกิจหรือตอบสนองต่อโอกาสที่จะเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว
สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจแต่บริษัทเตรียมแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากสถานการณ์ยืดเยื้อทั้งในเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน ต้นทุนวัตถุดิบ และโลจิสติกส์
ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบเนื่องจากสินค้าของบริษัท ไม่ได้ขนส่งผ่านช่องทางที่มีปัญหา.


