posttoday

SET ลุ้นรีบาวด์ หวังสงครามตะวันออกกลางใกล้ยุติ น้ำมันหลุด 90 ดอลลาร์

10 มีนาคม 2569

InnovestX คาด SET บาวด์ หนุนจาก ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามใกล้ยุติ-ยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมัน ส่งผลราคาน้ำมันดิบหลุด $90/bbl คลายกังวลเงินเฟ้อ หุ้นแนะนำวันนี้ GULF และ BBL

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทย (SET) มีแนวโน้มฟื้นตัวจากความหวังว่าสงครามในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ และช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
  • ในทางเทคนิค ดัชนี SET ได้ลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ 1335 จุดแล้วดีดตัวกลับ ซึ่งหากไม่หลุดแนวรับนี้ คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง
  • อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงหากสงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ซึ่งอาจผลักดันให้ตลาดเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) และเกิดแรงเทขายรุนแรงได้

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET รีบาวด์ หนุนจาก ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามใกล้ยุติ-ยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมัน ส่งผลราคาน้ำมันดิบหลุด $90/bbl คลายกังวลเงินเฟ้อ วันนี้จับตาการประชุม G7 หาข้อสรุปการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน ส่วนในประเทศ ติดตามการประชุม ครม. พิจารณามาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน ทางเทคนิคดัชนีลงมาทดสอบโซนจุดต่ำเดิมบริเวณ 1335 แล้วดีดกลับ มองว่าหากไม่หลุดโซนดังกล่าวน่าจะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง แนวรับ 1370/1360 แนวต้าน 1410/1430

ทั้งนี้ ช่วงสั้นมองวิกฤตในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสียงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น 

ส่วน GDP ไทย และ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด 

อย่างไรก็ดี มีโอกาส Equity Risk Premium จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation on De-rating avluınson PER 12 เท่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนัก ๆ เช่น COVID-19)

ดังนั้นหากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อ แนะนำ

1. ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 1) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนนํ้ามัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง และ 2) หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูง จากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน

2. Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควร งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรโดยมอง "วิกฤตคือโอกาส" ควรใช้ "Strategic Layering“ โดยแบ่งไปสะสมที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 ใน 3 กลุ่ม ดังนี้ 

1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสัน (สะสมก่อนอื่น XD ใน มี.ค.-พ.ค.นี้ โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หักเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งได้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI

2. หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดย เลือกหุ้น SETSO ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับ ผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR

3. หุ้น Sector Rotation (เงินสลับเมื่อวิกฤติคลี่คลาย) เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนนํ้ามันขึ้น และมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SE SET100 ที่มี Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วังแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP KCE

สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ GULF ปัจจัยกระตุ้นสั้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมีสัญญาณผ่อนคลาย และการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความชัดเจน คาดเดินหน้ามาตรการ Direct PPA และ PDP2026 หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ ผลประกอบการปี 2569 คาดโตจากกำลังการผลิตใหม่, Capacity Payment ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น และเงินปันผลจาก KBANK เป้าหมายสั้นที่ 57.00 บาท

BBL ปัจจัยกระตุ้นสั้นจากราคาหุ้นผันผวนต่ำกว่าตลาดในช่วงตะวันออกกลางตึงเครียด และคาดจะฟื้นตัวหลังสถานการณ์มีสัญญาณผ่อนคลาย และเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลเป็น 41% (เดิม 30-40%) ทำให้การจ่ายปันผลจากผลประกอบการช่วงครึ่งหลังปี 2568 ที่ 8 บาท/หุ้น หรือ Div. Yield ที่ 4.8% ขึ้น XD วันที่ 22 เม.ย. เป้าหมายสั้นที่ 171 บาท

ข่าวล่าสุด

"เลย์" สู้ศึกน้ำมันพุ่ง! "เป๊ปซี่โค" ชูสูตรลับเพิ่ม Yield ดันผลผลิตต่อไร่ ฝ่าวิกฤติเกษตร-ซัพพลายเชนโลก