posttoday

SET ร่วง 61.64 จุด ผวาศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ สูงสุดรอบ 3 ปี

09 มีนาคม 2569

ตลาดหุ้นไทยร่วง 61.64 จุด โบรกฯ ชี้จากความกังวลราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงสุดในรอบ 3 ปี หลังสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หุ้นแนะนำวันนี้ PTTEP และ ADVANC

KEY

POINTS

  • ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง 61.64 จุด หรือลดลง 4.39%
  • สาเหตุหลักเกิดจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและขยายวงกว้าง
  • ความขัดแย้งดังกล่าวได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

ดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (9 มี.ค.2569) ล่าสุด เวลา 10.17 น. อยู่ที่ 1,348.43 จุด ปรับลดลง 61.64 จุด หรือลดลง 4.39% มูลค่าการซื้อขาย 28,545.89 ล้านบาท ระหว่างวันขึ้นไปทำระดับสูงสุด 1,355.47 จุด และลงไปต่ำสุดที่ 1,331.23 จุด 

SET ร่วง 61.64 จุด ผวาศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ สูงสุดรอบ 3 ปี

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET ปรับลงต่อ ต้องระวัง panic sell ขายลดเสียงจาก sentiment ลบหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ $100/bbl สูงสุดในรอบ 3 ปี กังวลการสู้รบยืดเยื้อและปิดช่องแคบฮอร์มุชยาวนาน ส่งผลเงินเฟ้อเพิ่ม-ต้นทุนพลังงานขยับขึ้น กระทบเศรษฐกิจ กำไร บจ. ส่วนการเมืองในประเทศการจัดสรร ครม. ลงตัว เตรียมเปิดประชุมรัฐสภาปลายสัปดาห์นี้ ทางเทคนิคดัชนีมีความผันผวนสูง แนวรับ 1355/1345 หากยืนไม่อยู่อาจหลุดลงไปต่ำกว่า low ก่อนหน้าได้ถึง 1320 แนวต้าน 1385/1395

ทั้งนี้ ช่วงสั้นมองวิกฤตในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสียงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น 

ส่วน GDP ไทย และ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด 

อย่างไรก็ดี มีโอกาส Equity Risk Premium จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation on De-rating avluınson PER 12 เท่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนัก ๆ เช่น COVID-19)

ดังนั้นหากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อ แนะนำ

1. ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 1) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนนํ้ามัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง และ 2) หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูง จากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน

2. Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควร งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรโดยมอง "วิกฤตคือโอกาส" ควรใช้ "Strategic Layering“ โดยแบ่งไปสะสมที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 ใน 3 กลุ่ม ดังนี้ 

1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสัน (สะสมก่อนอื่น XD ใน มี.ค.-พ.ค.นี้ โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หักเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งได้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI

2. หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดย เลือกหุ้น SETSO ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับ ผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR

3. หุ้น Sector Rotation (เงินสลับเมื่อวิกฤติคลี่คลาย) เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนนํ้ามันขึ้น และมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SE SET100 ที่มี Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วังแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP KCE

สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ PTTEP ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันดิบที่ล่าสุดพุ่งสู่ US$105/bbl หรือเพิ่มขึ้น 44% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ด้าน UAE และคูเวตได้ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันหลังการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุชชะงักยึดเยื้อ ขณะที่มองเป็นสินทรัพย์ Hedge ความเสี่ยงสำหรับพอร์ตในช่วงนี้ เป้าหมายระยะสั้นที่ 149.00 บาท

ADVANC ปัจจัยกระตุ้นระยะสันจากการดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อปัจจัยภายนอกจำกัด รายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดกำไรไตรมาส 1/2569 จะได้แรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลง เป้าหมายระยะสั้นที่ 370 บาท

ข่าวล่าสุด

SME D Bank จัด 3 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% อุ้ม SME ฝ่าวิกฤตสงคราม