อ้อยเดือด! KSL ชี้สงครามโลกดันราคาน้ำตาลไทยโกยพรีเมียมส่งออก-ปิดฉากลงทุนใหญ่ พร้อมโกย Cash Flow
KSL พลิกวิกฤติแรงงานหายหลักแสน สู่โอกาสคว้า Thai Premium ท่ามกลางสงครามโลก พร้อมสยบดราม่า PM 2.5 ด้วยการลดอ้อยไฟไหม้เหลือเพียง 3% ประกาศจุดยืน 'เจ็บแต่จบ' ด้วยการด้อยค่าสินทรัพย์กัมพูชา 100% เคลียร์ทางสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว Cash Flow และการเติบโตยั่งยืนหลังสิ้นสุดมหากาพย์การลงทุนครั้งใหญ่ตลอด 10 ปี
KEY
POINTS
- KSL พลิกวิกฤติแรงงานหายหลักแสน สู่โอกาสคว้า Thai Premium ท่ามกลางสงครามโลก
- พร้อมสยบดราม่า PM 2.5 ด้วยการลดอ้อยไฟไหม้เหลือเพียง 3% ประกาศจุดยืน 'เจ็บแต่จบ' ด้วยการด้อยค่าสินทรัพย์กัมพูชา 100%
- ฤดูกาลเก็บเกี่ยว Cash Flow และการเติบโตยั่งยืนหลังสิ้นสุดมหากาพย์การลงทุนครั้งใหญ่ตลอด 10 ปี
ในงาน Opportunity Day ทาง "โพสต์ทูเดย์" สอบถาม "นายชลัช ชินธรรมมิตร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ถึงภาวะสงครามในต่างประเทศและข้อพิพาทชายแดนส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างไรว่า บริษัทประเมินผลกระทบแบ่งเป็นสามส่วน คือ
- ปัญหาชายแดน ส่งผลกระทบเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งอุตสาหกรรมพยายามแก้ปัญหาโดยการนำรถตัดอ้อยเข้ามาทดแทนปีละประมาณ 100 คัน
- สงครามในต่างประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทางเรือสูงขึ้น กลายเป็นปัจจัยบวกต่อไทย เนื่องจากไทยอยู่ใกล้ตลาดในภูมิภาคที่น้ำตาลไม่พออยู่แล้ว เมื่อค่าขนส่งจากทวีปอื่นแพงขึ้น ทำให้ไทยสามารถเรียกเก็บค่าพรีเมียมบนราคาตลาดโลกได้สูงขึ้น
- ธุรกิจพลังงานทดแทน ราคาน้ำมันและแก๊สที่สูงขึ้น ส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทร่วมที่ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล รวมถึงทำให้กากน้ำตาล (Molasses) ซึ่งเป็นผลพลอยได้มีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย
ทำไมตัดสินใจด้อยค่าสินทรัพย์ในกัมพูชา และสถานการณ์ส่งออกน้ำเชื่อมไปจีน ?
กัมพูชา เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เข้าไปบริหารจัดการและปลูกอ้อยได้ยากลำบาก บริษัทจึงตัดสินใจด้อยค่าสินทรัพย์ในกัมพูชาไปแล้ว 100% เพื่อความรอบคอบทางบัญชี หากสถานการณ์ดีขึ้นจึงจะพิจารณาแนวทางดำเนินการต่อ
จีน การส่งออกน้ำเชื่อมไปยังจีนยังไม่มีความคืบหน้า ปัจจุบันโรงงานที่เคยส่งน้ำเชื่อมไปจีนเริ่มปรับตัวโดยการหาตลาดในประเทศอื่นทดแทนแทนการรอคำตอบจากทางจีนเพียงอย่างเดียว
หีบอ้อย 84 ล้านตัน - อ้อยไฟไหม้เหลือ 3%
ภาพรวมสถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ปี 2025/2026 ประเทศไทยมียอดหีบอ้อยรวมประมาณ 81-84 ล้านตัน
สิ่งที่โดดเด่นมาก คือ อ้อยไฟไหม้ลดลงจากปีที่แล้วที่ 25% เหลือเพียง 3% เนื่องจากมาตรการภาครัฐและการเตรียมพร้อมของชาวไร่
และต้องยอมรับว่าในปี 2569 นี้ ชาวไร่เผชิญความยากลำบากจากภาวะแรงงานภาคเกษตรหายไปกว่าแสนคนและเครื่องจักรสำหรับเก็บเกี่ยวแทนคนยังไม่พร้อมเพียงพอ
กลุ่มบริษัท KSL ปัจจุบันหีบอ้อยไปแล้วประมาณ 6.7 ล้านตัน และมีสัดส่วนอ้อยไฟไหม้อยู่ที่ประมาณ 4%
ขณะที่ ปัญหาภัยแล้ง หรือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในปีนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมในการรับมือ โดยในส่วนของโรงงาน มีบ่อเก็บน้ำสำรองขนาดหลายล้านลูกบาศก์เมตรซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน
สำหรับชาวไร่ บริษัทส่งเสริมการใช้ระบบน้ำหยดและการขุดบ่อเก็บน้ำในไร่เพื่อช่วยพยุงผลผลิตในช่วงแล้งนาน แม้จะยังไม่ครอบคลุม 100% แต่ก็มีการขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากพายุฝนที่เข้ามาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้อ้อยตอที่เพิ่งตัดไป
แนวโน้มการแข่งขันและบริโภคน้ำตาลในประเทศปีนี้?
"ชลัช" มองว่าการเติบโตของการขายในประเทศขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและการท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวเข้ามามาก การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มจะสูงขึ้นตาม
อีกส่วน คือ อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ซื้อน้ำตาลเป็นวัตถุดิบเพื่อการส่งออก ปัจจุบันภาพรวมการบริโภคในประเทศยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนการส่งออกของบริษัทยังคงอยู่ที่ประมาณ 70-75% ของการผลิตทั้งหมด
อยากให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง ?
"ชลัช" อยากฝากรัฐบาลใหม่ในเรื่องของการดูแลเกษตรกร ไม่ใช่เฉพาะชาวไร่อ้อย แต่คือเกษตรกรทุกคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ไม่มีเงินเก็บเยอะ เงินส่วนใหญ่เอามาลงทุนในไร่ ถ้าเขาไม่สามารถนำผลิตผลในไร่ออกมาขายได้แล้วจะนำเงินที่ไหนไปลงทุนต่อยอด
ดังนั้นสิ่งที่อยากฝากรัฐบาลใหม่ก็คือ
1. เงินทุนสำหรับชาวไร่ สนับสนุนสภาพคล่องเพื่อให้ชาวไร่มีเงินลงทุนต่อยอดในการเพาะปลูก
2. เครื่องจักรกลการเกษตร อยากให้มี Soft Loan เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อรถตัดอ้อยเนื่องจากมีราคาสูงมาก 6-14 ล้านบาท และขอให้มีมาตรการทาง BOI ในการนำไปหักลดหย่อนภาษีได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ควรจำกัดเงื่อนไขเรื่องชื่อผู้ครอบครอง เพื่อให้เครื่องจักรถูกนำไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
3. ประเด็น PM 2.5 แม้อ้อยไฟไหม้จะลดลงเหลือ 3% แต่ฝุ่น PM 2.5 ยังไม่หายไป แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอ้อยไม่ใช่สาเหตุหลักของฝุ่น
4. แคมเปญลดหวาน กระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมให้ลดความหวานลง 50% ทำให้บางอุตสาหกรรมซื้อน้ำตาลน้อยลง บริษัทมีความกังวลเรื่องสารให้ความหวานทดแทนที่นำมาใช้แทนน้ำตาลธรรมชาติว่าจะดีหรือแย่กว่ากันแน่จึงอยากให้มีการทำวิจัยเรื่องนี้ให้ชัดเจน
อย่างไรก็ดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา KSL ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ไปมากจนเกือบจบหมดแล้ว แม้ปัจจุบันจะมีภาระหนี้สินต่อทุนสูง แต่หลังจากนี้โครงการเหล่านี้จะเริ่มสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) และ EBITDA เพื่อมาลดหนี้ในอนาคต เนื่องจากโรงงานน้ำตาลมีอายุการใช้งานยาวนานหลายสิบปีและมีค่าบำรุงรักษาไม่สูงมากนัก จึงเป็นช่วงที่ผลประกอบการจะค่อยๆ กลับมาเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้.


