ดาวโจนส์ดิ่ง 784 จุด! หุ้นไทยแกว่งกรอบ 1,395 – 1,430 จุด เริ่มมีจังหวะสะสมหุ้น
ตลาดการเงินโลกผันผวนหนักหลังความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 6 กดดัน ดาวโจนส์ ร่วงกว่า 700 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 5% นักลงทุนกังวลเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์และดอลลาร์แข็งค่า ด้านตลาดหุ้นไทยแม้รีบาวด์แต่ยังผันผวน โบรกมองเป็นจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ปรับฐานแรง
KEY
POINTS
- ตลาดการเงินโลกผันผวนหนักหลังความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 6 กดดัน ดาวโจนส์ ร่วงกว่า 700 จุด
- ราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 5% นักลงทุนกังวลเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์และดอลลาร์แข็งค่า
- ตลาดหุ้นไทยแม้รีบาวด์แต่ยังผันผวน โบรกมองเป็นจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ปรับฐานแรง
บทวิเคราะห์ บล.พาย ระบุว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 784 จุด ลดลง -1.6% รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้าสู่วันที่ 6 ส่งผลให้นักลงทุนกังวลกับภาวะราคาสินค้า ประกอบกับความคาดหวังลดดอกเบี้ยเริ่มน้อยลง
ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.9% สถานการณ์ในตะวันออกกลางกดดันภาวะอุปทานทำให้ผู้ผลิตบางรายลดกำลังการผลิต
เมื่อคืนที่ผ่านมามีการประกาศแรงงานสหรัฐฯ อย่างผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ 2.13 แสนราย แต่ก็ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์รายงานกันไว้ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนไม่ได้ให้น้ำหนักมากนักเพราะหันไปให้น้ำหนักกับเรื่องของความไม่สงบในตะวันออกกลาง
สถานการณ์ล่าสุดกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฎิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นนักลงทุนมองไปยังข้างหน้าแล้วอาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อในอนาคต สะท้อนผ่านเริ่มเห็นการปรับขึ้นของ US Bond Yield ในรุ่นอายุ 10 , 2 ปี
แม้สงครามจะเป็นบวกกับทองคำแต่กลับพบเห็นราคาทองคำลดลง มองปรากฎการณ์เช่นนี้สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อดอกเบี้ยและกลับพบเห็น Dollar ปรับขึ้นยิ่งทำให้ชัดเจนว่านักลงทุนกำลังเดิมพันว่าดอกเบี้ยอาจปรับน้อยลง
CME FED Watch ประเมินว่ากว่าดอกเบี้ยจะปรับลงจะไปอยู่ในช่วงเดือน ก.ย. ก่อนหน้านักลงทุนคาดหวังไว้ในช่วง มิ.ย. ก.ค. ขณะเดียวกันกดดันเงินบาทอ่อนค่ากลับมาทดสอบ 31.77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมกับวานนี้ที่กระแสเงินทุนต่างชาติขายสุทธิ 7.2 พันล้านบาท
แม้วานนี้ SET INDEX จะฟื้นตัวขึ้นมาบ้างที่ 2.3% แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปรับขึ้นจากนี้ยังมีความท้าทายแต่ด้วยการปรับฐานลงมา 7.2% จากจุดสูงสุดเชื่อว่าหากเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงไปมากกว่านี้ Downside จะมิได้เยอะมาก
ขณะที่หุ้นรายตัวนั้นปรับลงมาระดับ 2 หลักขึ้นไป อาทิ CPALL -10% MINT -19% AOT -12.5% มองเป็นปัจจัยสะท้อนความกังวลไปพอสมควรในราคา แต่หากหลังจากนี้มีสถานการณ์ที่คลายตัวลงเชื่อว่าหุ้นมีโอกาสกลับมา
คืนนี้รอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ Consensus ประเมินไว้ที่ 5.8 หมื่นราย และ 4.3% ตามลำดับ หากแย่กว่าคาดมองเป็นปัจจัยหนุนต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
หุ้นไทยเริ่มสะสมหุ้นดีแต่ร่วงแรง
วันนี้ประเมิน SET INDEX แกว่งในกรอบ 1,395 – 1,430 จุด แม้ยังมีปัจจัยสงครามแต่ตลาดหุ้นโลก Price In ไปบ้างแล้วและเช้านี้หุ้นเอเชียอย่าง Nikkei , Kospi แกว่งลบเพียง -0.3% , -0.8% เริ่มลบน้อยลงจากก่อนหน้ายืนยันว่าตลาด เริ่มกังวลน้อยลง (หากไม่รุนแรงกว่านี้)
ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะกลางมองเป็นโอกาสเริ่มสะสมในหุ้นพื้นฐานดีที่ปรับลงมาแรง อาทิ MINT AAV TU ERW MTC CENTEL BCH BDMS KTC HMPRO รวมไปถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปันผลดี (BBL KBANK SCB KTB)
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้
KTB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35 บาท) ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ระดับเงินกองทุนสูง และสำรองหนี้ฯ ส่วนเกินพร้อมรับความไม่แน่นนอนทางเศรษฐกิจ
และด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 2.24 บาทสำหรับการดำเนินงานงวดครึ่งหลังปี68 ทำให้มีอัตราผลตอบแทนปันผลสูงราว 6.8% สูงสุดในกลุ่มธนาคาร ทำให้ทั้งปี 68 จ่ายเงินปันผลรวม 2.67 บาท
MINT (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 32.50 บาท) รายงานกำไรปกติในไตรมาส 4/68 เติบโตที่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน (QoQ) หนุนจากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก
ด้วยอัตราการจองห้องพักรวมแข็งแกร่ง หนุนจากการท่องเที่ยวที่ยุโรป (EU RevPar เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)) และมัลดีฟส์ (USD RevPar เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY))


