กางโพย 10 หุ้นเด่น ต่างชาติซื้อต่อเนื่อง ราคาร่วงลึกน่าสะสม ลุ้นรีบาวด์
เปิดโผ 10 หุ้นเด่น ต่างชาติทยอยซื้อสะสมต่อเนื่องตั้งแต่หลังเลือกตั้ง แต่ราคาย่อตัวลงมามากเกินไป ลุ้นรีบาวด์
KEY
POINTS
- นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมในหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง โดยมีต้นทุนเฉลี่ยสูงกว่าดัชนีในปัจจุบัน
- ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงจากปัจจัยภายนอก ทำให้ราคาหุ้นพื้นฐานดีหลายตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจเข้าสะสมเพื่อรอการฟื้นตัว
- คัด 10 หุ้นเด่นในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อสังหาฯ ค้าปลีก และท่องเที่ยว ที่ต่างชาติทยอยเก็บและราคาปรับลงมามาก มีโอกาสดีดตัวกลับ
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งแรงสั่นสะเทือนมายังตลาดหุ้นไทยอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ปรับตัวลดลงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วันทำการ
ในช่วงเพียง 2 วันทำการ ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างมหาศาล
- วันที่ 2 มีนาคม: ดัชนีลดลง 61.75 จุด (-4.04%)
- วันที่ 4 มีนาคม: ดัชนีลดลงอีก 81.90 จุด (-5.58%)
- รวม 2 วัน: ดัชนีรวมลดลงถึง 143.65 จุด หรือคิดเป็น 9.40% โดยร่วงลงจากระดับ 1,528.26 จุด (ณ วันที่ 27 ก.พ. 2569) มาอยู่ที่ 1,384.61 จุด
บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า การปรับตัวลงในช่วง 2 วัน ถือว่า "ลงแรงเกินไป" โดยลดลงถึง 10.4% จากจุดสูงสุด และเป็นการลงมาปิดช่องว่าง (Gap) ทางเทคนิคที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งที่ระดับ 1,354 จุด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
3 ปัจจัยบวก สัญญาณการฟื้นตัวในระยะสั้น
แม้ตลาดจะดูย่ำแย่ แต่ฝ่ายวิจัยฯ มองเห็นโอกาสที่ดัชนีจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก
- บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเริ่มคลี่คลาย: ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเริ่มส่งสัญญาณบวกในเช้าวันที่ 5 มีนาคม 2569 เช่น เกาหลีใต้ (+9%), ไต้หวัน (+4%) และญี่ปุ่น (+4%) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวไปก่อนหน้าในช่วงค่ำ
- แรงขายจากพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ (Prop. Trade) ถึงจุดอิ่มตัว: เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 พอร์ต Prop. Trade มียอดขายสุทธิสูงถึง 9,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการขายที่หนักที่สุดในรอบ 5 ปี ตามสถิติปกติแล้ว หลังจากมีการเทขายหนักเช่นนี้ ในวันถัดไปดัชนีมักจะดีดตัวกลับขึ้นได้ประมาณ 1 ใน 3 ของส่วนที่ย่อตัวลงมา
- ต้นทุนต่างชาติยังสูงกว่าราคาปัจจุบัน: นับตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง (9 กุมภาพันธ์-4 มีนาคม 2569) นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมรวมกว่า 44,000 ล้านบาท จากการคำนวณพบว่า ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 1,432 จุด ซึ่งสูงกว่าดัชนีปิด ณ วันที่ 4 มีนาคม ที่ 1,384 จุด
กลยุทธ์การลงทุน เฟ้นหาหุ้น "พื้นฐานดีที่ราคาถูกผิดปกติ"
ในสภาวะที่ตลาดปรับตัวลงจากปัจจัยภายนอกแต่ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังมีการสะสมกำลัง กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการเข้าซื้อหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติทยอยสะสมมาตลอดหลังการเลือกตั้ง แต่ราคาได้รับผลกระทบจากความตื่นตระหนกจนย่อตัวลงมามากเกินไป
กลุ่มหุ้นเป้าหมายที่มีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจ (Upside) จากการย่อตัวแรง
- กลุ่มพลังงาน: BGRIM (-20%)
- กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์: IVL (-15%)
- กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์: SCC (-12%)
- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: AWC (-15%), LH (-12%)
- กลุ่มค้าปลีก: BJC (-13%), CRC (-12%)
- กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม: MINT (-14%), BA (-13%)
- กลุ่มการแพทย์: MEGA (-11%)
แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ด้วยแรงซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีต่อเนื่องและต้นทุนที่สูงกว่าระดับปัจจุบัน ประกอบกับสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก จึงเป็นโอกาสให้นักลงทุนพิจารณาหุ้นรายตัวที่ปรับตัวลดลงลึกเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน เพื่อรอการดีดตัวกลับ (Rebound) เมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่ง


