สงครามปะทุ! น้ำมัน-ทองคำพุ่ง ตลาดผันผวนแรง SET เสี่ยงหลุด 1,500 จุด
ตลาดการเงินโลกที่เข้าสู่โหมด “Risk-Off” หลังความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านปะทุ กดดันสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่เงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย บล.ฟินันเซีย ไซรัส หวั่นหุ้นไทยหลุด 1,500 จุด เชียร์ PTTEP โดดเด่น
KEY
POINTS
- ตลาดการเงินโลกที่เข้าสู่โหมด “Risk-Off” หลังความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านปะทุ กดดันสินทรัพย์เสี่ยง
- เงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส หวั่นหุ้นไทยหลุด 1,500 จุด เชียร์ PTTEP โดดเด่น
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส รายงานภาวะตลาดหุ้นวันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569 สงครามปะทุ น้ำมัน-ทองคำพุ่ง! ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index แกว่งตัวผันผวนโดยสลับบวกและลบระหว่างวัน ก่อนจะในแดนลบ 5.38 จุด ที่ระดับ 1,528.26 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายทะลุ 1.03 แสนล้านบาท
โดยมีผลจาก MSCI Rebalance สถาบันในประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่องอีก 3.2 พันล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิ 968 ล้านบาท แม้ MSCI Rebalance จะเป็นเม็ดเงินไหลออก (แต่พลิกมา Short สุทธิ Index Futures หนาแน่น 1.65 หมื่นสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้คาด SET Index จะชะลอตัวลงต่อเนื่องโดยมีแนวรับบริเวณ 1,500+- จุด ถูกกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะลุขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยโดยเฉพาะทองคำและน้ำมัน
โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 7% มาท่ US$78 ต่อบาร์เรล ส่วนทองคำปรับขึ้น 2.5% เป็น US$5,380 ต่อออนซ์ เราเทียบเคียงสถานการณ์ปัจจุบันกับสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งเริ่มต้นวันที่ 24 ก.พ.2565 SET Index ปรับตัวลงวันแรกราว 2% และลงลึกสุดราว 4.6% ในระยะเวลา 9 วันทำการ (8 มี.ค.2565) ก่อนจะทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมในระยะเวลา 15 วันทำการในช่วงปลายเดือน มี.ค.2565 สำหรับราย Sector กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมีเพียงการแพทย์ (+5%)
ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาด ได้แก่ สื่อสาร (+1.2%) PF&Reit (-2%) ค้าปลีก (-2.5%) พลังงาน (-2.6%) เป็นต้น ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำนักลงทุนติดตามสถานการณ์สงครามต่อเนื่องว่าจะยือเยื้อหรือไม่
ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองสำหรับใช้ได้ราว 60 วัน ดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อและโดยเฉพาะหากปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้น และคาดจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะมากขึ้นทั้งต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อที่ปรับขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
- กลยุทธ์ : เก็งกำไรกลุ่มพลังงานและพักเงินในกลุ่มสินค้าจำเป็น
- หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
- FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : PTTEP แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Consensus 137.65 บาท ระยะสั้นมี Catalyst บวกจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 7% หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้น โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อและถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งเข้าใกล้ US$100 ต่อบาร์เรล
หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะกลาง อาจทำให้แนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อาจดูดีกว่าที่คาดและอาจนำไปสู่ Upside ของประมาณการทั้งปี ส่วนฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง และคาดยังจ่ายปันผลในระดับสูง Yield ราว 5-6% ต่อปี แนวรับ 134-133 บาท แนวต้าน 140 บาท, 144-145 บาท
Fund Flow : ศุกร์ที่ผ่านมากระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากภูมิภาคสุทธิหนาแน่น US$4,843 ล้าน โดยกระจุกตัวที่เกาหลีใต้ US$4,856 ล้าน ส่วนไต้หวันปิดทำการ
ขณะที่ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกจากอินโดนีเซีย US$41 ล้าน แต่ไหลเข้าไทยสูงสุด US$31 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่าจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้นจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้น
ประเด็นสำคัญวันนี้ :
(+) กลุ่มน้ำมัน สงครามตะวันออกกลางจะหนุนราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงในระยะสั้น เนื่องจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันสู่ตลาดโลกกว่า 20% ของปริมาณความต้องการโลกปัจจุบันราว 100 ล้านบาร์เรล/วัน และอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบราว 3 ล้านบาร์เรล/วัน และหากสงครามยืดเยื้อจะเกิดปัญหา supply chain ของน้ำมัน สำหรับประเทศไทยคาดมีปริมาณสำรองน้ำมันราว 60 วัน
นอกจากนี้ราคาก๊าซก็จะปรับขึ้นด้วย เนื่องจากประเทศกาต้าเป็นผู้ส่งออกก๊าซหลักในตะวันออกกลาง รวมถึงค่าระวางเรือขนส่งน้ำมันที่จะปรับขึ้น ดังนั้นหุ้นกลุ่มน้ำมันต้นน้ำอย่าง PTTEP PTT และโรงกลั่น ระยะสั้นได้ผลบวกจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี SCC PTTGC IVL จะได้รับผลกระทบจากต้นวัตถุดิบที่ปรับขึ้น และกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภท SPP ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
(-) กลุ่มท่องเที่ยว มีความอ่อนไหวสูงต่อสถานะการณ์สงคราม เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนค่อนข้างคงที่ แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางในประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 2-3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
ขณะเดียวกัน ยังมีความเสี่ยงจากความเชื่อมั่นการเดินทาง ทั้งจากยุโรปและเอเชีย เรากำหนดสมมติฐานปริมาณลูกค้าชาวตะวันออกกลางลดลง 50% เป็นเวลา 1 และ 3 เดือนกรณี best case และ base case และลดลง 60% เป็นเวลา 6 เดือน ในกรณี worst case พบว่าผลกระทบต่อกำไรปกติปี 2026 base case จะอยู่ที่ 4% สำหรับ CENTEL เนื่องจากมีการดำเนินงานโรงแรมรูปแบบ JV ในดูไบด้วย และ 3% สำหรับ ERW และ MINT
(0) กลุ่มส่งออก – สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและอาจยืดเยื้อ เรามองกระทบการส่งออกตรงไปตะวันออกกลางจำกัด เพราะสัดส่วนส่งออกไม่มาก แต่ผลทางอ้อมจากต้นทุนน้ำมันและการขนส่งอาจกระทบมากกว่า ระยะสั้น ข่าวสงครามอาจเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มส่งออก แต่ทุกวิกฤติที่เกิดขึ้น กลุ่มส่งออกอาหารเครื่องดื่ม มักกลับมาได้ทุกครั้ง เพราะเป็นสินค้าจำเป็น แต่ฟื้นช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับว่าสงครามหรือปัญหาสายเรือยืดเยื้อหรือไม่
(0) กลุ่มเรือและโรงกลั่น สงครามตะวันออกกลางกระทบจำกัด กลุ่มเรือ - TTA PSL RCL เส้นทางตะวันออกกลางมีสัดส่วนน้อย จากนี้เลี่ยงเส้นทาง PRM - เรือทุกลำ load น้ำมันที่ Fujairah (นอกเขตช่องแคบฮอร์มุส) ยังโหลดน้ำมันเป็นปกติ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะเปลี่ยนไปซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่น เรือของ PRM เป็นสัญญา Time charter แล้วแต่ลูกค้าว่าจ้าง
กลุ่มโรงกลั่น - war risk premium ที่สูงขึ้น อาจกระทบต้นทุนการขนส่งในระยะถัดไป แต่ขณะนี้ ทุกโรงกลั่นยังคล้ายกัน คือยังโหลดน้ำมันได้ตามปกติ ส่วนใหญ่โหลดที่ท่า Fujairah นอกช่องแคบฮอร์มุส และมี inventory สำรอง ~1-2 เดือน ถ้ายืดเยื้อ สามารถหา crude จากแหล่งอื่นได้
(-) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 48,977.92 จุด ลดลง 521.28 จุด หรือ -1.05% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,878.88 จุด ลดลง 29.98 จุด หรือ -0.43% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,668.21 จุด ลดลง 210.17 จุด หรือ -0.92% ) โดยหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีถูกเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนในหลายประเด็น ส่งผลให้ตลาดเผชิญกับการปรับตัวลงรายเดือนรุนแรงที่สุดในรอบ 1 ปี
(+) ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก และทำสถิติปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 หลังบริษัทจดทะเบียนรายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ร่วงลงท่ามกลางความกังวลด้านสินเชื่อและผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)
(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต
(-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 31.21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.10%
(+) ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ +2.78% ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานน้ำมันที่ชะงัก หลังสหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีอิหร่านต่อเนื่อง
(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 53.70 ดอลลาร์ หรือ +1.03% ปิดที่ 5,247.90 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยปิดบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งได้แรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านขยายเวลาการเจรจานิวเคลียร์
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลงยิ่งหนุนแรงซื้อทองคำ SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,101.33 / +0.31%


