posttoday

หุ้นไทยยังมีแรงซื้อ! ลุ้นรัฐบาลใหม่ดันดัชนี ระวังแรงหมุนจำกัด ชี้เป้าหุ้น Big Cap - หุ้น Laggard เด่นสุด

19 กุมภาพันธ์ 2569

Fund Flow ต่างชาติไหลเข้า หนุนหุ้นใหญ่ และ Laggard เด่น กลยุทธ์เน้นแบงก์ อสังหาฯ และพลังงาน ท่ามกลางความเสี่ยงดอกเบี้ยโลกและตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • Fund Flow ต่างชาติไหลเข้า หนุนหุ้นใหญ่ และ Laggard เด่น
  • กลยุทธ์เน้นแบงก์ อสังหาฯ และพลังงาน ท่ามกลางความเสี่ยงดอกเบี้ยโลกและตะวันออกกลาง

บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวันดัชนีฯ ยังได้แรงหนุนจากการเมืองที่จะออกมาดี นักลงทุนไทยและต่างประเทศเข้ามาลุยซื้อหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นที่ laggard

อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ ขึ้นมารอบนี้กว่า 17% จึงอาจมีการ rotate กลุ่มเล่น ทำให้ดัชนีฯ อาจบวกได้ไม่มากนัก ตัวแปรในประเทศที่ยังคงต้องติดตาม คือ การรายงานกำไรของบริษัทจดทะเบียน ด้านปัจจัยภายนอก ติดตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง(อิหร่าน)

ปัจจัยในประเทศ

• การเมืองไทย: กกต. เตรียมการนับคะแนนและจัดเลือกตั้งใหม่ในหลายพื้นที่ การรับรองผลเลือกตั้งอาจไม่ได้ออกเร็วอย่างที่คาด บวกกับประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรลือกตั้งยังเป็นข้อถกเถียง

ติดตามวันนี้(19 ก.พ.69) พรรคกล้าธรรมจะแถลงจุดยืนว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจหรือไม่ หากตัดสินใจเข้าร่วมจะทำให้จำนวนเสียง สส. ฝ่ายรัฐบาลแข็งแกร่ง เป็นผลดีกับการดำเนินโยบายเศรษฐกิจ

• กับดักเงินบาทแข็งค่า: ธนาคารแห่งอเมริกา (BofA) เตือนโครงสร้างบัญชีการเงินของไทยกำลังสร้างสภาวะ "กับดักค่าเงินบาท" ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางปัจจัยพื้นฐานที่ส่งสัญญาณชะลอตัว ซึ่งดดันให้แบงก์ชาติต้องเข้าแทรกแซงค่าเงิน เนื่องจากบาทแข็งกระทบต่อกำไรของผู้ส่งออกและต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้น

• ปมขัดแย้งชายแดนไทย: นายกฯ กัมพูชา ฮุน เซนเรียกร้องให้ไทยงเร่งเปิดการเจรจาปักปันเขตแดนผ่านคณะกรรมาธิการ JBC โดยอ้างว่าทหารไทยยังคงวางกำลังรุกล้ำพื้นที่แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ฝ่ายไทยระบุเป็นเพียงมาตรการรักษาความสงบในพื้นที่ ด้านฮุน เซนตั้งเป้าหลังจบเลือกตั้งไทยจะริ่มเจรจาคลี่คลายความขัดแย้งเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

• Fund Flow ไหลเข้า: วานนี้ (18 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ในตลาดหุ้น 2,029 ล้านบาท และในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 1,757 ล้านบาท

• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 31.30 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากช่วงเช้า (เปิดที่ 31.30 บาท/ดอลลาร์) ระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 31.24 - 31.32 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดหลักในภูมิภาคบางแห่งหยุดช่วงตรุษจีน และนักลงทุนรอติดตามรายงานการประชุมเฟด สำหรับกรอบความเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 31.20 - 31.40 บาท/ดอลลาร์

ปัจจัยต่างประเทศ

• เจรจานิวเคลียร์สหรัฐ-อิหร่าน: อิหร่านจะส่งข้อเสนอรายละเอียดเพื่อแก้ไขประเด็นที่ยังติดขัดให้สหรัฐฯ พิจารณา และคณะเจรจามีกำหนดจะกลับมาหารือกันอีกครั้งที่เจนีวาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะชะลอการตัดสินใจโจมตีทางทหารออกไปก่อนเพื่อดูผลการเจรจา แต่ทำเนียบขาวย้ำว่ามาตรการทางทหารยังไม่ถูกตัดออกไป (strikes are not off the table) และรองประธานาธิบดี JD Vance ระบุว่าอิหร่านยังไม่ยอมรับ "เส้นตาย" (red lines) บางประการที่สหรัฐฯ กำหนดไว้

• น้ำมันดีดตัวแรง: ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม โดย WTI พุ่ง 4.6% แตะระดับ 65 ดอลลาร์ และ Brent ปิดเหนือ 70 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 สัปดาห์ จากแรงซื้อเก็งกำไรความเสี่ยงสงคราม

รายงานจาก Axios ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด และมีแนวโน้มจะเป็น "ยุทธการยาวนานหลายสัปดาห์" (Weeks-long campaign) ไม่ใช่การโจมตีจุดเดียวแบบในเวเนซุเอลา โดยรัฐบาลอิสราเอลกำลังผลักดันให้มีเป้าหมายถึงขั้นเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change)

• การเจรจาไตรภาคีสหรัฐ-รัสเซีย-ยูเครน: การเจรจารอบล่าสุดที่เจนีวาสิ้นสุดลงโดย ไม่มีความคืบหน้าสำคัญ (scant progress/no breakthrough) ในการยุติสงคราม โดยการประชุมวันที่สองใช้เวลาเพียง 90 นาทีก็ยุติลง ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวหาว่ารัสเซียพยายาม "ยื้อเวลา" การเจรจา, แม้จะมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องการให้สหรัฐฯ ร่วมตรวจสอบหากมีการหยุดยิง แต่ประเด็นหลักเรื่องดินแดนและความมั่นคงยังตกลงกันไม่ได้

• รายงานการประชุม Fed (FOMC Minutes) เดือน ม.ค. ที่ออกมาเมื่อคืนที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้ตลาดเมื่อเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่หลายคน (Several officials) เริ่มหารือถึงความเป็นไปได้ในการ "ขึ้นดอกเบี้ย" (Raise rates) หากเงินเฟ้อยังคงสูงดื้อรั้น ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังของตลาดที่รอการลดดอกเบี้ย

กลยุทธ์การลงทุน

• ดัชนีฯ ยังได้แรงส่งจาก Flow ที่หลบภัยมาจากฝั่งตะวันตก และนักลงทุนเล็งผลบวกจากรัฐบาลใหม่ ... กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้ "เก็งกำไร" โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่เป็นเป้าหมายของ Fund Flow และหุ้นที่ราคายังขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard)

• กลุ่มที่น่าสนใจยังคงเป็น ธนาคาร และ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งราคาหุ้นยัง Laggard และได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัว รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามรายงานของ ธปท. หุ้นเด่น: KTB, SCB, BBL, SPALI, AP*, SIRI

• ความกังวลที่สหรัฐฯ อาจมีการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่านในเร็วๆนี้ ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่จะเป็นบวกต่อ ราคาน้ำมัน (PTTEP) รวมไปถึงราคาทองคำ , Silver และ หุ้นกลุ่ม Defense จะมีการเข้ามาเก็งกำไรในช่วงนี้ด้วย

• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ KTB, COM7*, SIRI เข้ามาใหม่ หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย KTB(10%), COM7*(10%), SIRI(10%), TRUE*(10%), ITC(10%), CPALL(10%), BDMS*(10%), ADVANC*(20%)

ข่าวล่าสุด

"พรรคประชาชน" แจง ถอด Laser ID ชั่วคราวรอเชื่อมกรมการปกครอง