posttoday

ภูมิใจไทยแกนนำตั้งรัฐบาล ดัน SET 1,480 จุด ส่อง 6 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์

09 กุมภาพันธ์ 2569

การเมืองนิ่งหนุนตลาดหุ้นไทย 1,480 จุด คาดตั้งรัฐบาลเสร็จ พ.ค.นี้ พร้อมคลอด ”คนละครึ่ง Plus“ 4 หมื่นล้านบาท กระตุ้นกำลังซื้อ ดันหุ้นค้าปลีก ท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐานพุ่ง

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สร้างเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น โดยนักวิเคราะห์ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ที่ 1,450–1,480 จุด
  • รัฐบาลใหม่คาดว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อหนุนกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศ
  • เปิด 6 กลุ่มหุ้นเด่น รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก, ท่องเที่ยว, โครงสร้างพื้นฐาน, พลังงาน, ขนส่ง และธนาคาร/อสังหาริมทรัพย์

จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ปรากฏชัดว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มกวาดที่นั่งได้เกือบ 200 ที่นั่ง และก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ตลาดหุ้นไทยเริ่มตอบรับเชิงบวกผ่านการสะท้อนราคา (price-in) มาตั้งแต่ช่วงคืนวันเลือกตั้ง

บล.บัวหลวง ระบุว่า นี่คือสถานการณ์ที่เป็นมิตรกับตลาดทุนมากที่สุด ประเมินดัชนี SET แกว่ง “sideways ไปถึงการปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป” สู่เป้าหมาย 1,450–1,480 จุด 

เสถียรภาพทางการเมือง กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่คาดการณ์ไว้คือ การจับมือกันระหว่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย พร้อมพรรคร่วมรัฐบาลขนาดกลางและเล็ก รวมเสียงสนับสนุนได้ราว 360–370 ที่นั่ง ตัวเลขนี้สะท้อนถึงเสถียรภาพที่สูงกว่ารัฐบาลในปี 2566 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ

  • ความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่าน: คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่หยุดชะงัก 
  • เอกภาพทางนโยบาย: ความขัดแย้งในพรรคร่วมที่ต่ำลงจะช่วยให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง
  • ความเชื่อมั่นทางมหภาค: ปัจจุบันยังไม่เห็นความเสี่ยงด้านต่ำ (downside) ต่อประมาณการ GDP ไทยปี 2026 ที่ 1.6%

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น (1–3 เดือนแรก)

รัฐบาลใหม่ถูกคาดหมายว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Stimulus) วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท ภายในไตรมาสแรกของการบริหารงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุน GDP ได้ราว 0.1–0.2% และเพิ่มกำไรตลาดหุ้นได้ประมาณ 0.4–0.8% โดยมีนโยบายเรือธงคือ “คนละครึ่ง Plus” เพื่อพยุงกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคระดับแมส (Mass) 

6 กลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นเด่นที่ได้รับประโยชน์

จากการวิเคราะห์นโยบายรัฐบาล สามารถแบ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ออกเป็น 6 ธีมหลัก ดังนี้

1. กลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และการเงิน: ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการลดค่าครองชีพและการกระตุ้นกำลังซื้อ

หุ้นเด่น: CPAXT, BJC, CRC, CPF, BTG, CBG, OSP, ICHI รวมถึงกลุ่มสินเชื่อรายย่อยอย่าง JMT, MTC, SAWAD, TIDLOR

2. กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ (Wellness & Soft Power): เน้นยกระดับภาพลักษณ์ประเทศผ่านโครงการขนาดใหญ่ (เช่น Disney Land, F1) และมาตรการ "Travel Well, Get a Rebate" เพื่อเพิ่มวันพักแรมและรายได้ต่อห้อง (ADR)

หุ้นเด่น: AOT, CENTEL, ERW, AWC, MINT, SPA รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลและอสังหาริมทรัพย์อย่าง BDMS, BH, SPALI, SIRI 

3. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: เน้นการลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน/PPP และโครงการในนิคมอุตสาหกรรม

หุ้นเด่น: STECON, CK, GULF, BEM, AMATA, WHA, DELTA 

4. กลุ่มพลังงานและพลังงานสะอาด: นโยบายที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการค่าไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก

หุ้นเด่น: BGRIM, GPSC, THCOM, WHAUP, DITTO 

5. กลุ่มขนส่งและศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub): การผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินและนโยบายคุมค่าโดยสารรถไฟฟ้า

หุ้นเด่น: AOT, AAV, BA, THAI, SKY, BEM, BTS [5]

6. กลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ (มาตรการแก้หนี้): นโยบายพักหนี้และเงินกู้ฉุกเฉิน

หุ้นเด่น: KTB, KKP, TTB, AP, SC, SPALI 

การปฏิบัติตลาดทุน ดึงเงินออมกลับสู่หุ้นไทย

นอกเหนือจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจริง รัฐบาลยังมีแนวคิด “ดึงเงินออมกลับเข้าตลาดหุ้นไทย” ผ่านการขยายบทบาทของกองทุนออมแห่งชาติ (TISA) และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจำกัดการไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศ (ETF ต่างประเทศ) และสร้าง Ecosystem ของการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น

การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพและนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งหลักของเศรษฐกิจไทย 

ข่าวล่าสุด

ทรูยกระดับความปลอดภัย เปิดลงทะเบียนซิมเติมเงินผ่านแอป ThaiD