ADVANC จ่ายปันผลอีก 27.41 บาท/หุ้น-กำไรสุทธิปี 68 พุ่ง 47,886 ล้าน
ADVANC จ่ายปันผล 27.41 บาท/หุ้น จากปันผลครึ่งหลังปี 68 อีก 8.41 บาท/หุ้น และปันผลพิเศษ 19 บาท/หุ้น ขึ้น XD 27 ก.พ.69 หลังไตรมาส 4/68 กำไรสุทธิ 14,282 ล้านบาท โต 54% หนุนปี 69 มีกำไรสุทธิ 47,886 ล้านบาท โต 37%
KEY
POINTS
- ADVANC ประกาศผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 47,886 ล้านบาท เติบโตขึ้น 37% จากปีก่อนหน้า
- คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังและปันผลพิเศษรวม 27.41 บาทต่อหุ้น
- กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD (ไม่ได้รับสิทธิปันผล) ในวันที่ 27 ก.พ. 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 เม.ย. 2569
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2568 มีมติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดจากงวดดำเนินงานวันที่ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.2568 ในอัตรา 8.41 บาท/หุ้น เมื่อรวมกับที่บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2568 ในอัตรา 6.89 บาท/หุ้น ทำให้ทั้งปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 15.30 บาท/หุ้น
นอกจากนี้ อนุมัติการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากกำไรสะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 19.00 บาท/หุ้น ส่งผลให้อัตราการจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปี 2568 อยู่ที่อัตรา 34.30 บาท/หุ้น
ทั้งนี้ คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายสำหรับงวดนี้ในอัตรา 27.41 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 27 ก.พ.2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 เม.ย.2569 อย่างไรก็ตาม สิทธิในการรับเงินปันผลดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ในวันที่ 7 เม.ย.2569
เปิดเหตุผลจ่ายปันผลพิเศษ 19 บาท/หุ้น
การพิจารณาการจ่ายเงินปันผลพิเศษในครั้งนี้อยู่บนกรอบการบริหารเงินทุนอย่างมีวินัยของบริษัท โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางการเงิน รวมถึงคงระดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตในระดับที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถลงทุนได้ (Investment-grade credit profile) พร้อมทั้งส่งมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น
การจ่ายเงินปันผลพิเศษครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทต่อศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสด และเป็นการจัดสรรเงินทุนแก่ผู้ถือหุ้นในลักษณะเฉพาะครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับกรอบการจัดสรรเงินทุนของบริษัทภายหลังจากพิจารณาความจำเป็นในการใช้เงินลงทุนในระยะใกล้แล้ว รวมถึงแผนการเติบโตในธุรกิจหลักต่าง ๆ อาทิ ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง บริการลูกค้าองค์กร และบริการดิจิทัล รวมถึงการลงทุนเพื่อความเป็นผู้นำด้านโครงข่ายและการวางรากฐานด้านดิจิทัลในอนาคต
ทั้งนี้ ภายหลังการจ่ายเงินปันผลพิเศษ บริษัทจะยังคงมีโครงสร้างหนี้ที่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม อนึ่ง การจ่ายเงินปันผลพิเศษดังกล่าวไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการจ่ายเงินปันผลปกติของบริษัท ซึ่งกำหนดให้สอดคล้องกับการเติบโตของผลประกอบการและความยั่งยืนของกระแสเงินสด
งบไตรมาส 4/68 กำไรสุทธิโต 54% แตะ 14,282 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 14,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน สะท้อนภาพการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ต้นทุนคลื่นความถี่และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง โดยมีอัตราต้นทุนการกู้ยืมเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% และการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนสะสมทางภาษี โดยกำไรสุทธิปกติอยู่ที่ 12,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.9% เทียบกับไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ กำไร EBITDA ในไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 8.9% เทียบกับปีก่อน จากการขยายตัวของธุรกิจในภาพรวม และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย
ในไตรมาส 4/2568 รายได้รวม อยู่ที่ 59,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% เทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9.5% เทียบกับไตรมาสก่อน โดยรายได้จากการให้บริการหลัก อยู่ที่ 44,825 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% เทียบกับปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และเพิ่มขึ้น 2.8% เทียบกับไตรมาสก่อน จากการคงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยทางฤดูกาลของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่
ปี 68 กำไรสุทธิ 47,886 ล้านบาท โต 37%
กำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 47,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เทียบกับปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ลดลง ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และประโยชน์ทางภาษี หากไม่รวมรายการภาษีครั้งเดียวและผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรสุทธิปกติ (Normalized profit) อยู่ที่ 46,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เทียบกับปีก่อน
กำไร EBITDA อยู่ที่ 123,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% เทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของรายได้จำกธุรกิจหลัก การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
อัตรากำไร EBITDA อยู่ที่ 54.5% เพิ่มขึ้นจาก 53.1% ในปี 2567 จากการมุ่งเน้นรายได้ที่สร้างผลกำไร และการไม่มีรายได้จากการเป็นพันธมิตรกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเชื่อมต่อโครงข่าย 2100 MHz ทั้งนี้ อัตรากำไร EBITDA จากธรุกิจบริการ (Service EBITDA margin) อยู่ที่ 66.3% ปรับตัวดีขึ้นจาก 63.5% ในปี 2567
ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 226,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% เทียบกับปีก่อน จากการเติบโตในทุกธุรกิจหลัก รวมถึงรายได้จากการขาย อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวถูกชดเชยบางส่วนจากรายได้จากการเป็นพันธมิตรกับ NT ที่ลดลง ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเชื่อมต่อโครงข่าย 2100 MHz กับ NT
รายได้จากการให้บริการหลัก (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและรายได้จาก การเป็นพันธมิตรกับ NT) อยู่ที่ 173,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% เทียบกับปีก่อน จากความต้องการด้านการเชื่อมต่อข้อมูลที่แข็งแกร่งทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงการเติบโตของบริการ ลูกค้าองค์กร และรายได้โรมมิ่งคลื่นความถี่ 700 MHz กับ NT ที่เพิ่มขึ้น
โดยรายได้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อยู่ที่ 130,926 ล้านบาท เติบโต 5.8% เทียบกับปีก่อน จากการปรับตัวดีขึ้นของ ARPU ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพ การผลักดันแพ็กเกจ 5G การนำเสนอคอนเทนต์และบริการเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคุณภาพโครงข่ายและประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า
รายได้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อยู่ที่ 32,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% เทียบกับปีก่อน จากฐานลูกค้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มขึ้นของ ARPU ในกลุ่มลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม ผ่านการส่งเสริมการขายอย่างมีประสิทธิภาพ
รายได้ธุรกิจลูกค้าองค์กร (ไม่รวมบริการโทรศัพท์) อยู่ที่ 7,828 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปีก่อน จากความต้องการเชื่อมต่อข้อมูล สำหรับองค์กรที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริการเชื่อมต่อโครงข่าย (EDS) และบริการคลาวด์
ส่องแนวโน้มและกลยุทธ์ในปี 2569
ส่วนแนวโน้มและกลยุทธ์ในปี 2569 บริษัทคาการณ์รายได้จากการให้บริการหลัก เติบโตที่ระดับ 3-5% เมื่อเทียบกับปีก่อน มุ่งเน้นการเติบโตที่มีคุณภาพและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
กำไร EBITDA เติบโตประมาณ 2-4% ตามการเติบโตของรายได้ ขณะที่บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว
นอกจากนี้ ตั้งเป้างบลงทุน (ไม่รวมคลื่นความถี่) ไว้ที่ประมาณ 30,000-35,000 ล้านบาท เพื่อรักษาสถานะผู้นำโครงข่าย สอดคล้องกับความต้องการการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นและสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะกลาง
เสนอผู้ถือหุ้นเพิ่มวงเงินออกหุ้นกู้เป็นไม่เกิน 2 แสนบาท
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 พิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ให้มีวงเงินรวมและยอดคงค้างของมูลค่าตราสารจากเดิมไม่เกิน 100,000 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 200,000 ล้านบาท และ/หรือจำนวนเทียบเท่าในสกุลเงินตราต่างประเทศ เพื่อรองรับการดำเนินงานและความต้องการด้านเงินทุนของบริษัท และบริษัทย่อย ทั้งในด้านการลงทุน การขยายธุรกิจ การใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน การรีไฟแนนซ์ และวัตถุประสงค์อื่น ๆ ตามความจำเป็นและเหมาะสม


