เงินเราทั้งนั้น! เจาะลึกดราม่าพอร์ตประกันสังคม 2.86 ล้านล้าน ลงทุน หรือ เดิมพัน?
ในวันที่สังคมไทยแก่เร็วกว่าเศรษฐกิจเติบโต การตัดสินใจลงทุนทุก 1% อาจหมายถึงบำนาญที่หายไปทั้งชีวิต เงินที่ถูกหักจากแรงงานทั้งประเทศ กำลังถูกตั้งคำถามว่า ลงทุนเพื่อความมั่นคง หรือ เสี่ยงโดยไม่ถามเจ้าของเงิน เมื่อผลตอบแทนไม่สมเหตุสมผล ความเชื่อมั่นจึงสั่นคลอนทั้งระบบ
KEY
POINTS
- ในวันที่สังคมไทยแก่เร็วกว่าเศรษฐกิจเติบโต การตัดสินใจลงทุนทุก 1% อาจหมายถึงบำนาญที่หายไปทั้งชีวิต
- เงินที่ถูกหักจากแรงงานทั้งประเทศ กำลังถูกตั้งคำถามว่า ลงทุนเพื่อความมั่นคง หรือ เสี่ยงโดยไม่ถามเจ้าของเงิน
- เมื่อผลตอบแทนไม่สมเหตุสมผล ความเชื่อมั่นจึงสั่นคลอนทั้งระบบ
เมื่อเงินอนาคตของมนุษย์เงินเดือน ถูกวางบนกระดานเสี่ยง!
เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ แต่แทงใจดำ "เงินประกันสังคม" กำลังลงทุนเพื่อใครกันแน่ ?
ในวันที่ค่าครองชีพพุ่งไม่หยุด รายได้ไม่ทันเงินเฟ้อ และวัยทำงานจำนวนมากเริ่มไม่มั่นใจว่า "บั้นปลายชีวิต" จะยังมีหลักประกันเหลืออยู่หรือไม่ "ประกันสังคม" ซึ่งควรเป็นเสาหลักของความมั่นคง กลับกลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียด้วยน้ำเสียงกังวล ปนโกรธ
พร้อมคำถามตัวโต โดยเฉพาะกรณีนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU-PF) ที่มูลค่าหุ้นที่ถือในตอนนี้เหลือเพียง 80 ล้านบาท จากเงินลงทุน 800 ล้านบาท!
แม้ประกันสังคมจะออกมาชี้แจงแล้วว่า ได้เริ่มลงทุน TU-PF เมื่อปลายปี 2549 ปัจจุบันได้รับเงินคืนจากการลงทุนรวม 159 ล้านบาท
ต่อเนื่องจากกรณีที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก นั่นก็คือ ซื้อตึก SKYY9 Centre การใช้เงินกว่า 7,000 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าทรัพย์สินรวมหลังการปรับปรุงอาคารอยู่ที่ประมาณ 3,700 ล้านบาท ตามการประเมินของ CAS Centre เจ้าของอาคารเดิมก่อนขายให้สำนักงานประกันสังคม
"โพสต์ทูเดย์" ค้นหาข้อมูลจาก SETSMART เฉพาะข้อมูลการถือหุ้นล่าสุดของ "สำนักงานประกันสังคม" ในวันที่ 26 มกราคม 2569 พบว่าถือหุ้นและกองทุนรวม 92 หลักทรัพย์ ยกตัวอย่างในเบื้องต้น 20 หลักทรัพย์ ดังนี้คือ
- ADVANC ถือหุ้นอันดับ 9 จำนวน 44,936,600 หุ้น คิดเป็น 1.51% ปิดวันนี้ที่ 347 บาท มูลค่า 15,593 ล้านบาท
- AOT ถือหุ้นอันดับ 4 จำนวน 195,775,520 หุ้น คิดเป็น 1.37% ปิดที่ 51.25 บาท มูลค่า 10,033.5 ล้านบาท
- BBL ถือหุ้นอันดับ 3 จำนวน 82,148,040 หุ้น คิดเป็น 4.30% ปิดที่ 158 บาท มูลค่า 12,979.4 ล้านบาท
- BCP ถือหุ้นอันดับ 2 จำนวน 208,114,497 หุ้น คิดเป็น 15.11% ปิดที่ 30 บาท มูลค่า 6,243.43 ล้านบาท
- BEC ถือหุ้นอันดับ 11 จำนวน 24,168,600 หุ้น คิดเป็น 1.21% ปิดที่ 1.84 บาท มูลค่า 44.5 ล้านบาท
- CPALL ถือหุ้นอันดับ 3 จำนวน 283,316,600 หุ้น คิดเป็น 3.15% ปิดที่ 42.75 บาท มูลค่า 12,111.78 ล้านบาท
- CPF ถือหุ้นอันดับ 6 จำนวน 232,297,700 หุ้น คิดเป็น 2.76% ปิดที่ 20.90 บาท มูลค่า 4,855.02 ล้านบาท
- CPN ถือหุ้นอันดับ 3 จำนวน 121,731,500 หุ้น คิดเป็น 2.71% ปิดที่ 57.75 บาท มูลค่า 7,030 ล้านบาท
- PR9 ถือหุ้นอันดับ 16 จำนวน 4,867,400 หุ้น คิดเป็น 0.62% ปิดที่ 18.70 บาท มูลค่า 91.02 ล้านบาท
- PTT ถือหุ้นอันดับ 5 จำนวน 523,702,480 หุ้น คิดเป็น 1.83% ปิดที่ 33.50 บาท มูลค่า 17,544.03 ล้านบาท
- PTTEP ถือหุ้นอันดับ 7 จำนวน 49,643,077 หุ้น คิดเป็น 1.25% ปิดที่ 119.50 บาท มูลค่า 5,932.35 ล้านบาท
- PTTGC ถือหุ้นอันดับ 8 จำนวน 61,426,751 หุ้น คิดเป็น 1.36% ปิดที่ 25 บาท มูลค่า 1,535.67 ล้านบาท
- RATCH ถือหุ้นอันดับ 3 จำนวน 101,870,550 หุ้น คิดเป็น 4.68% ปิดที่ 30.75 บาท มูลค่า 3,132.52 ล้านบาท
- SCB ถือหุ้นอันดับ 5 จำนวน 107,760,900 หุ้น คิดเป็น 3.20% ปิดที่ 135 บาท มูลค่า 14,547.72 ล้านบาท
- SCC ถือหุ้นอันดับ 3 จำนวน 66,431,450 หุ้น คิดเป็น 5.54% ปิดที่ 215 บาท มูลค่า 14,282.76 ล้านบาท
- SCGP ถือหุ้นอันดับ 3 จำนวน 77,672,286 หุ้น คิดเป็น 1.81% ปิดที่ 20.50 บาท มูลค่า 1,592.28 ล้านบาท
- SKY ถือหุ้นอันดับ 27 จำนวน 4,827,100 หุ้น คิดเป็น 0.67% ปิดที่ 10.30 บาท มูลค่า 49.72 ล้านบาท
- ALLY ถือหุ้นอันดับ 2 จำนวน 114,870,843 หุ้น คิดเป็น 13.14% ปิดที่ 4.34 บาท มูลค่า 498.54 ล้านบาท
- SRIPANWA ถือหุ้นอันดับ 1 จำนวน 63,129,815 หุ้น คิดเป็น 22.62% ปิดที่ 4.98 บาท มูลค่า 314.39 ล้านบาท
- TU-PF ถือหุ้นอันดับ 1 จำนวน 80,000,000 หุ้น คิดเป็น 76.75% ปิดที่ 1 บาท มูลค่า 80 ล้านบาท
สำนักงานประกันสังคม ลงทุนในกองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 30,319 ล้านบาท และได้รับเงินปันผลรวมกว่า 18,636 ล้านบาท ตั้งแต่เริ่มลงทุน สำหรับในรอบปี 2568 ได้รับเงินปันผลมาแล้ว 1,847 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 6.09%
ลงทุน 2.86 ล้านล้าน-ผลตอบแทน 8 หมื่นล้าน
ในวันที่ 22 มกราคม 2569 เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เผยสถานะการเงินและภาพรวมการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม ณ สิ้นปี 2568 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2,859,400 ล้านบาท โดยเป็นเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล จำนวน 1,728,722 ล้านบาท
ตลอดระยะเวลาการจัดตั้งกองทุนในปี 2534 หรือประมาณ 35 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนได้ 1,130,678 ล้านบาท
ปี 2568 กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว 80,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.1% ของพอร์ตการลงทุน โดยนโยบายการลงทุนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของกองทุนเป็นลำดับแรก เพื่อรองรับการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาว
พอร์ตการลงทุน ประกอบด้วย
- หลักทรัพย์มั่นคงสูง สัดส่วน 69.01%
- หลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% แบ่งเป็นลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53%
กองทุนเงินทดแทน มีเงินลงทุนสะสมรวม 88,136 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบสุทธิจากนายจ้าง 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทนสะสมจากการลงทุน 35,472 ล้านบาท โดยในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว 4,228 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.68% ของพอร์ตการลงทุน
นโยบายการลงทุนของกองทุนเงินทดแทน คงเน้นความปลอดภัยของเงินทุนเป็นหลัก โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคง 81.37% และหลักทรัพย์เสี่ยง 18.63% แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 71.54% และการลงทุนในต่างประเทศ 28.46%
โซเชียลแห่ถามทันที.. ถ้ากำไร 8 หมื่นล้านแล้วพอใช้ ทำไมปี 2569 ถึงเก็บเพิ่มอีก 125 บาท ?
จากดราม่าพิมพ์ปฎิทินแจก สู่การลงทุน ลามไปจนถึงปรับปรุงโรงอาหาร ศึกษาดูงาน และไม่ว่าขยับเกมในมิติไหน นอกจากโฟกัสเรื่องการจัดสรรงบในทุกเรื่องแล้ว ยังมุ่งเป้าความโปร่งใสที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน
หลายคนเพิ่งรู้ว่า เงินที่ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือน เงินที่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใดๆ ถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด มิหนำซ้ำบางโครงการให้ผลตอบแทนต่ำ บางดีลขาดทุน บางการตัดสินใจอธิบายยาก และบางคำชี้แจงยิ่งฟังยิ่งไม่สบายใจ
คำถามจึงไม่ใช่แค่ขาดทุนหรือไม่ ?
แต่คือใครเป็นคนตัดสินใจ ?
ใช้หลักเกณฑ์อะไร ?
และ ผู้ประกันตนเคยมีสิทธิ์รับรู้หรือไม่ ?
ในโลกการลงทุน ความเสี่ยงเป็นเรื่องปกติ แต่ในโลกของประกันสังคม ความเสี่ยงนั้นคือเงินอนาคตของแรงงานหลายสิบล้านคน คือเงินรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย คือเงินชราภาพในวันที่ไม่มีแรงทำงาน และคือความหวังสุดท้ายของคนที่ไม่มีทรัพย์สินอื่นรองรับ
เมื่อผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาด เสียงวิจารณ์จึงดังขึ้นเรื่อยๆจากคำถาม กลายเป็นความไม่ไว้วางใจ...จากความไม่ไว้วางใจ กลายเป็นแรงกดดันทางสังคม
ดราม่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องพอร์ตลงทุน แต่คือภาพสะท้อนโครงสร้างการบริหารเงินสาธารณะของไทยที่ผู้จ่ายเงินจำนวนมาก กลับมีเสียงน้อยอย่างน่าประหลาด และบางทีสิ่งที่ผู้ประกันตนเรียกร้อง อาจไม่ใช่ผลตอบแทนที่สูงที่สุด
แต่คือความชัดเจน โปร่งใส และความมั่นใจว่า เงินของเขา ถูกดูแลด้วยความรับผิดชอบสูงสุด เพราะเมื่อความเชื่อมั่นพัง ตัวเลขผลตอบแทนที่สวยหรูแค่ไหนก็ไม่อาจซื้อ "ศรัทธา" กลับมาได้ง่ายๆ
ดราม่าประกันสังคมครั้งนี้ จึงอาจไม่จบแค่ข่าวร้อนรายวัน แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามใหญ่ที่สังคมไทยต้องตอบให้ชัดว่า "เงินอนาคตของประชาชน ควรถูกบริหารด้วยอำนาจแบบเดิมหรือถึงเวลาปรับระบบให้เจ้าของเงินมีเสียงจริงๆเสียที."


