posttoday

โลกผันผวนยาว ไทยโตต่ำ! LGT เปิด 7 เข็มทิศลงทุนปี 2026 ปรับพอร์ตใหม่ก่อนเกมเปลี่ยน

26 มกราคม 2569

LGT Private Banking ชี้ปี 2026 โลกผันผวนยาว ภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองสหรัฐฯ และ Valuation ตึงตัว ขณะที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ติดกลุ่มท้ายเอเชีย แนะนักลงทุนไทยปรับพอร์ต ลดการพึ่งพาตลาดเดียว เพิ่มสินทรัพย์ทางเลือก-หุ้นปันผล รับมือความผันผวนระลอกใหม่

KEY

POINTS

  • LGT Private Banking ชี้ปี 2026 โลกผันผวนยาว ภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองสหรัฐฯ และ Valuation ตึงตัว
  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ติดกลุ่มท้ายเอเชีย แนะนักลงทุนไทยปรับพอร์ต ลดการพึ่งพาตลาดเดียว
  • เพิ่มสินทรัพย์ทางเลือก-หุ้นปันผล รับมือความผันผวนระลอกใหม่

ท่ามกลางโลกการลงทุนที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติใหม่ ปี 2026 ถูกมองว่าไม่ใช่ปีของการไล่ผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นปีของการรักษาเสถียรภาพพอร์ตและบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจัง 

ล่าสุด LGT Private Banking Asia Pacific กลุ่มบริษัทด้านการบริการไพรเวตแบงกิ้งและการจัดการสินทรัพย์ในระดับนานาชาติ ยาวนานกว่า 90 ปี ซึ่งบริหารงานโดยราชวงศ์แห่งลิกเตนสไตน์ ในทวีปยุโรป มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ ณ เดือน มิ.ย.2568 ประมาณ 451,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากลูกค้าบุคคลที่มีความมั่งคั่งและลูกค้าสถาบัน มีสำนักงานกว่า 40 แห่งทั่วโลก

ขณะที่ LGT Private Banking ดำเนินธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2562 ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งแก่ลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการให้บริการไพรเวตแบงกิ้งของ LGT ผ่านศูนย์กลางการดำเนินงานในฮ่องกงและสิงคโปร์

โลกผันผวนยาว ไทยโตต่ำ! LGT เปิด 7 เข็มทิศลงทุนปี 2026 ปรับพอร์ตใหม่ก่อนเกมเปลี่ยน

LGT Private Banking เปิดมุมมองพิเศษกับ "โพสต์ทูเดย์" ชี้ชัดว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองมหาอำนาจจะทำให้ตลาดทุนโลกผันผวนยาว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ส่งสัญญาณให้นักลงทุนต้องคิดระดับโลกและจัดพอร์ตใหม่ให้รอดในทุกวัฏจักรตลาด

7 มุมมองการลงทุนที่นักลงทุนไทยต้องรู้ ดังนี้

1. ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่แค่ผันผวนระยะสั้น แต่คือโจทย์โครงสร้างใหม่

LGT มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดทุนโลกอย่างต่อเนื่อง และนักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับระดับความผันผวนที่มีโอกาสปรับสูงขึ้น แม้ในมุมของปัจจัยพื้นฐาน คาดว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเร่งตัวขึ้นในปี 2026 

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับระดับมูลค่าหลักทรัพย์ (Valuations) ที่อยู่ในระดับสูง มีแนวโน้มกระตุ้นให้เกิดแรงขายทำกำไรเป็นระยะ ซึ่งแตกต่างจากปี 2025 ที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างต่ำหลังช่วง “Liberation Day” 

สำหรับนักลงทุนไทย การรับมือกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นสามารถทำได้ผ่านการจัดพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดต่ำ หรือไม่สัมพันธ์กับตลาดเลย (Uncorrelated Assets) อาทิ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดโดยรวมได้

2. เศรษฐกิจไทยปี 2026 โตต่ำ ติดกลุ่มท้ายเอเชีย

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ยังคงอยู่ในภาวะซบเซาท่ามกลางอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว โดยประมาณการ GDP จากหลายสำนักอยู่ที่ราว 1.5–1.7% ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจสะท้อนภาพเดียวกัน

โดยคาดว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ที่ประมาณ 5% ใกล้เคียงระดับต่ำสุดของภูมิภาค สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ท้าทาย เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นในเอเชีย

ปัจจัยความกังวลหลักของประเทศไทยประกอบด้วย การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกที่ปรับลดลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนและศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของประเทศ

3. มุมมองต่างชาติ ระวังไทยมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้ง!

นักลงทุนต่างชาติมีท่าทีระมัดระวังต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น สะท้อนผ่านกระแสเงินทุนที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดลงของระดับมูลค่าหลักทรัพย์ (Valuation de-rating) ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ความไม่แน่นอนทางการเมือง และข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีอัตราการเติบโตสูง ทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นน้อยกว่าบางตลาดในเอเชียเหนือซึ่งมีธีมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกที่แข็งแกร่งกว่า 

ด้วยเหตุนี้ ตลาดหุ้นในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย จึงยังคงฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดหุ้นโลกโดยรวม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเริ่มถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Market)

โดยหุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอและกระแสเงินสดมั่นคงยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีและยังคงเป็นจุดดึงดูดสำคัญสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากเงินปันผล (Yield) และการลงทุนในหุ้นเชิงรับ (Defensive)

4. กลยุทธ์ปีผันผวน กระจายให้ลึกและกว้าง!

LGT เผยธีมการลงทุนหลักของเราในปี 2569 คือ “การกระจายความเสี่ยง” ทั้งในมิติของภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์ โดยแม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นตลาดที่เรามีมุมมองเชิงบวก แต่เราแนะนำให้นักลงทุนมองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในส่วนอื่นๆ 

ขณะเดียวกัน เรายังให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์และกลยุทธ์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นและพันธบัตรแบบดั้งเดิมในระดับต่ำ หรือไม่สัมพันธ์กันเลย อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนอกตลาด (Private Infrastructure) กลยุทธ์ Equity Long-Short และกลยุทธ์ Market Neutral ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

5. หุ้นไทยที่ยังขายได้ ปันผลสูง = หลุมหลบภัย ?

หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง (High Dividend Yield Stocks) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างชาติ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศมีข้อจำกัด บริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่งจึงเลือกปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratios) เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ให้แก่นักลงทุน 

ด้วยเหตุนี้ หุ้นกลุ่มปันผลสูงจึงถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดสรรสินทรัพย์เชิงรับ (Defensive Allocation) และทำหน้าที่เสมือน “หลุมหลบภัย” ในช่วงที่ตลาดเผชิญกับความผันผวนสูงหรืออยู่ในภาวะปรับฐาน

6. ตลาดหุ้นใดในเอเชียที่มีความน่าสนใจลงทุนมากที่สุด ?

LGT มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดจีนและญี่ปุ่น แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของจีนจะยังคงอยู่ในภาวะซบเซา แต่ยังมีอุตสาหกรรมด้านนวัตกรรมที่น่าสนใจและเปิดโอกาสในการลงทุนอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) ทั้งนี้ เราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ และเลือกลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายตัวในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค 

สำหรับตลาดญี่ปุ่น การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่งนับตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง (Reflation) การกลับมาของเงินเฟ้อในรอบกว่าสามทศวรรษช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นจากการออมไปสู่การใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกำไรภาคธุรกิจ

7. Mindset ที่นักลงทุนไทยควรยึดถือในปี 2026 คืออะไร ?

นักลงทุนไทยควรเปิดรับโอกาสการลงทุนในระดับโลก แสวงหาสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุนรูปแบบใหม่ และสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างแท้จริงในระดับสากล

โลกผันผวนยาว ไทยโตต่ำ! LGT เปิด 7 เข็มทิศลงทุนปี 2026 ปรับพอร์ตใหม่ก่อนเกมเปลี่ยน

สินทรัพย์เสี่ยงได้ไปต่อ-หุ้นไทยผลตอบแทนต่ำ

ก่อนหน้านี้ นายสเตฟาน โฮเฟอร์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุน ในทีมบริการด้านการลงทุนของ LGT Private Banking ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวถึงมุมมองการลงทุนปี 2569 ว่า สินทรัพย์เสี่ยงยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น คาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของตลาดการลงทุนในปีนี้ คือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาแล้วถึง 3 ปี ส่งผลให้ในปี 2569 ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูกอีกต่อไป

หากพิจารณาในเชิงลึก ตลาดอาจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ที่การเติบโตของกำไรบริษัทมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในอดีตอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ราว 14% ขณะที่ช่วงปี 2563–2568 การเติบโตของกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 16%

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงมีแนวโน้มที่ดี แต่แนะนำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรบางส่วน เพื่อกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นมากขึ้น เนื่องจากมองว่าตลาดในปีนี้จะมีความผันผวนสูงขึ้น แม้หุ้นเทคโนโลยียังคงเป็นผู้นำด้านการเติบโตของกำไร แต่เริ่มเห็นการขยายตัวของกำไรไปยังหุ้นนอกกลุ่ม 7 นางฟ้า มากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนถือครองทองคำ โดยมองว่าราคาทองคำในปีนี้อาจขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้ขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม AI บางส่วน และหันไปลงทุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และทองคำ

สเตฟาน โฮเฟอร์

ขณะที่มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นลบ โดยมองว่าตลาดอยู่ในภาวะ Underperform  สะท้อนจากดัชนี SET ที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมมากว่า 10 ปี สาเหตุหลักมาจากศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังขาดการสร้างนวัตกรรม เมื่อเทียบกับตลาดอย่างเกาหลีใต้ที่มีหุ้นขนาดใหญ่ด้านนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยขาดการเติบโตในระยะยาวอย่างชัดเจน

อีกทั้ง ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงอยู่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบายการคลังสำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ในด้านบวก ตลาดอาจได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตลอดจนการบริหารจัดการเงินทุนของภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านระดับการจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจำนวนการซื้อหุ้นคืนที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ได้คัดหุ้นไทยออกจากพอร์ตการลงทุนตั้งแต่กลางปี 2568 และปัจจุบันไม่มีการลงทุนในหุ้นไทยเลย โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5–1.7% ซึ่งถือว่าอ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย

ขณะที่การเติบโตของกำไรบริษัท (Earnings Growth) คาดว่าจะอยู่ที่ 4% อย่างไรก็ตาม แม้มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยจะยังไม่เป็นบวก แต่ดัชนีปรับตัวลงมามาก อาจมีโอกาสเกิดการรีบาวด์ในระยะสั้นได้บ้าง แต่คาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด.

ข่าวล่าสุด

ADVANC แจงลูกค้าลักลอบเชื่อมเน็ตไปกัมพูชาผิด กม. สั่งตัดสัญญาณ-ดำเนินคดี