KBABK แจ้งงบปี 68 กำไรสุทธิ 49,565 ล้าน รายได้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 14.75%
ธนาคารกสิกรไทย รายงานกำไรสุทธิปี 68 ที่ 49,565 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน รายได้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 14.75% คุม NPL ที่ 3.2% ติดตามคุณภาพสินทรัพย์ใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน
KEY
POINTS
- KBANK ประกาศผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 49,565 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 14.75% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจประกันภัยและรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ
- ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวลดลง 7.33% ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยและการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือลูกค้า
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 49,565 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน
โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลงจำนวน 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย
รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23%
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% โดยหลักเกิดจาก
1) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่เติบโตขึ้น
2) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโต ส่วนใหญ่จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อย รวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน
3) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ และรายได้จากการลงทุน ด้วยนโยบายการกระจายความเสี่ยงการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับภาวะตลาด
สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity)
ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56%
นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
ในไตรมาส 4/2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร จำนวน 10,278 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน จำนวน 2,729 ล้านบาท หรือ 20.98%
โดยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 24,825 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ซึ่งเป็นตามฤดูกาลของการใช้จ่าย
ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 10,265 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตยังคงเผชิญความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,558,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 217,664 ล้านบาท หรือ 5.01% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อย เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.20% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 162.75%
สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.35%


