เปิดงบปี 68 “3 แบงก์พาณิชย์” TTB-CIMBT กำไรลดลง สวนทาง KKP เพิ่มขึ้น
ส่องผลงาน 3 แบงก์ ปี 68 “TTB” กำไร 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.9% รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้น-ตั้งสำรองลดลง “CIMBT” กำไร 2,257 ล้านบาท ลด 20.9% รายได้หด NPL ลดเหลือ 2.2% ขณะที่ “KKP” กำไร 5,913 ล้านบาท โต 17.5% รายได้ Wealth หนุน-ขาดทุนรถยึดลด
KEY
POINTS
- ผลประกอบการปี 2568 ของ 3 ธนาคารพาณิชย์มีทิศทางต่างกัน โดย TTB และ CIMBT มีกำไรลดลง ขณะที่ KKP เติบโตสวนทาง
- TTB มีกำไรลดลงเล็กน้อย 1.9% ส่วน CIMBT กำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 20.9% ซึ่งเป็นผลจากรายได้ที่หดตัวในภาวะดอกเบี้ยขาลง
- KKP เป็นธนาคารเดียวที่กำไรเติบโตโดดเด่น 17.5% โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์มือสอง
ภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ได้แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT ท่ามกลางสภาวะดอกเบี้ยขาลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
TTB กำไรใกล้เคียงปี 67 รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้น-ตั้งสำรองลดลง
TTB รายงานกำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่กระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) แต่ธนาคารสามารถรักษาระดับกำไรไว้ได้ด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการ
- การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม: ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์และกองทุนรวมเติบโตได้ดี อีกทั้งการเข้าซื้อหุ้นใน บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต (TNS) ยังช่วยเสริมระบบนิเวศด้าน Wealth Management ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น
- การบริหารต้นทุนและความเสี่ยง: ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานทรงตัวจากการปรับโมเดลสู่ Digital-first ขณะที่ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ลดลงถึง 17% สะท้อนถึงคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่ดีขึ้นและโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มี Coverage ratio แข็งแกร่งที่ 162%
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ธนาคารยังมีผลประโยชน์ทางภาษีคงเหลืออีกประมาณ 5.7 พันล้านบาท ซึ่งสามารถทยอยรับรู้ได้จนถึงปี 2571
CIMBT ปี 68 กำไร 2,257 ล้าน ลด 20.9% รายได้หด NPL ลดเหลือ 2.2%
CIMBT เผชิญความท้าทายมากที่สุด โดยกำไรสุทธิลดลง 20.9% เหลือ 2,257.3 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลง 8.8% และ NIM ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.9% ตามทิศทางดอกเบี้ยและสินเชื่อที่หดตัว
อย่างไรก็ตาม CIMBT มีจุดที่น่าสนใจในการปรับตัว คือ
- การลดค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ: ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงถึง 17.2% จากการบริหารจัดการพนักงานและค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขายที่ลดลง
- การบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL): อัตราส่วน NPL ลดลงเหลือ 2.2% (จาก 2.6% ในปีก่อน) ซึ่งเป็นผลจากการขายหนี้ด้อยคุณภาพและการเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพ
- ความมั่นคงของเงินกองทุน: มีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมสูงถึง 21.3% สะท้อนถึงฐานะทางการเงินอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
KKP กำไรพุ่งทะยานจากธุรกิจ Wealth และการฟื้นตัวของตลาดรถมือสอง
ในขณะที่หลายแห่งกำไรทรงตัวหรือลดลง KKP กลับโชว์กำไรสุทธิ 5,913 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 17.5% แม้รายได้ดอกเบี้ยจะลดลง 13.1% จากการชะลอปล่อยสินเชื่อเพื่อคุมคุณภาพ แต่ธนาคารได้รับแรงหนุนสำคัญจาก
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยโตแกร่ง: เพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีธุรกิจ Wealth Management, Dime! และธุรกิจจัดการกองทุนเป็นตัวนำ ขณะที่ บล.เกียรตินาคินภัทร ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดหลักทรัพย์อันดับ 1 ที่ 22.18%
- จุดเปลี่ยนของธุรกิจเช่าซื้อ: ผลขาดทุนจากการขายรถยึด ลดลงอย่างมากถึง 50.3% เหลือ 2,401 ล้านบาท ตามสถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสองที่ดีขึ้น
- การตั้งสำรอง: แม้จะมี NPL อยู่ที่ 4.3% แต่ธนาคารได้ตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพื่อเสริมเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความไม่แน่นอนในอนาคต โดยมีอัตราส่วนสำรองต่อหนี้ NPL อยู่ที่ 137.2%


