posttoday

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

19 มกราคม 2569

ก.ล.ต. เดินหน้าแผน 3 ปี (69-71) มุ่ง 5 เป้าหมายเสริมความเชื่อมั่นและศักยภาพไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลยั่งยืน พร้อมใช้ AI ยกระดับการกำกับดูแลและสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวเพื่อสุขภาพทางการเงินที่ดีของประชาชน

KEY

POINTS

  • ก.ล.ต. ตั้งเป้ายกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย ผ่านการปรับปรุงธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลโดยการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลและ Tokenization รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น Crypto ETF เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุน
  • มุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดทุนที่ยั่งยืนในภูมิภาค โดยนำมาตรฐานสากลด้าน ESG มาปรับใช้ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว (Green Finance) และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้วางรากฐานการกำกับดูแลและยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและป้องกันการใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางฟอกเงิน 

ล่าสุด ก.ล.ต. ได้เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (ปี 2569 – 2571) ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลและความยั่งยืน

พรอนงค์ บุษราตระกูล

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า 5 เสาหลักของแผนยุทธศาสตร์ที่จะพลิกโฉมตลาดทุนไทย

1. ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence)

เป้าหมายแรกมุ่งเน้นที่การทำให้ตลาดทุนไทยโดดเด่นในเวทีสากล โดยสนับสนุนการระดมทุนของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดนักลงทุน 

ขณะเดียวกันได้ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล โดยการยกระดับหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในและที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบังคับใช้กฎหมายและการจัดการเรื่องร้องเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นด้าน Cyber Resilience เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืน 

2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology)

ก.ล.ต. มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการทำ Tokenization และผลักดันให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทางเลือกในการลงทุน (crypto as an asset class) 

ความน่าสนใจของแผนนี้คือการเตรียมหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และการศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนให้กว้างขวางและทั่วถึงยิ่งขึ้น [5]

3. มุ่งสู่ตลาดทุนแห่งความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) 

ในด้านความยั่งยืน ก.ล.ต. ตั้งเป้าให้ตลาดทุนไทยเป็นผู้นำด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) ในภูมิภาค โดยจะนำมาตรฐานสากลอย่าง ISSB (International Sustainability Standards Board) มาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล พร้อมทั้งสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เช่น Green Finance, Transition Finance และการผลักดันให้เกิดการซื้อขาย Carbon Credit ในตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

4. เสริมสร้างสุขภาพทางการเงินและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment)

แผนยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มองเพียงแค่ภาพรวมตลาด แต่ยังมุ่งเน้นไปที่ประชาชนทั่วไป โดยต้องการปลูกฝังวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านช่องทางต่างๆ เช่น "บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล" และการเพิ่มประสิทธิภาพของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) สิ่งที่สำคัญคือการยกระดับความปลอดภัยผ่านโครงการ “preventive anti-scam for all” เพื่อป้องกันการหลอกลงทุนและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักลงทุนรายย่อย

5. การปฏิรูปองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Organization Transformation) 

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งหมด ก.ล.ต. จำเป็นต้องยกระดับตัวเองด้วยการใช้เทคโนโลยีการกำกับดูแล หรือ SupTech และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงิน 

นางพรอนงค์ เน้นย้ำถึงหัวใจของแผนนี้ว่าคือการสร้างสมดุลระหว่าง "การส่งเสริมพัฒนา" และ "การกำกับดูแล" ภายใต้กลยุทธ์ “Moving forward with Tie – Trends – Trust” ก.ล.ต. มุ่งมั่นที่จะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส และทำให้ตลาดทุนไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

คุมเข้ม บจ. และตัวกลาง สกัดทุนเทาฟอกเงินในตลาดทุน

สำหรับบทบาทของสำนักงาน ก.ล.ต. ในการสกัดทุนเทาและกลุ่มสแกมเมอร์ที่เข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางกระทำผิด โดยเน้นย้ำความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นใน 2 ส่วน

1.บริษัทจดทะเบียน หรือ ผู้ระดมทุน ก.ล.ต. มุ่งเน้นการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการรายงานข้อมูลให้ตรงตามข้อเท็จจริง หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการใช้นอมินี (Nominee) หรือการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ก.ล.ต. จะเข้าดำเนินการตรวจสอบทันที 

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อจัดการกับเคสที่ความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมาย

ในด้านการระดมทุน ก.ล.ต. ยืนยันว่ากฎหมายปัจจุบันมีความเพียงพอในการตรวจสอบไปถึงตัวเจ้าของหรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ผ่านเกณฑ์การรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ และเกณฑ์การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้เพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศในการแลกเปลี่ยนพยานหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีอีกด้วย

2.กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรือตัวกลาง ก.ล.ต. กำหนดให้มีหน้าที่สำคัญในการทำความรู้จักตัวตนของลูกค้า (KYC : Know Your Customer) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD : Customer Due Diligence) ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ

1) เพื่อประเมินความเสี่ยงในการลงทุนให้เหมาะสมกับนักลงทุน 

2) เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยตัวกลางต้องตรวจสอบตัวตนและที่มาของเงินอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงเพื่อการแนะนำการลงทุนเท่านั้น 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเสนอปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งในฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลและตลาดทุนดั้งเดิม เพื่อคัดกรองไม่ให้กลุ่มทุนเทาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของตลาดทุน

ก.ล.ต. จะไม่ทนและไม่ยอมให้มีการใช้ตลาดทุนไทย รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นช่องทางสนับสนุนการทำผิดกฎหมาย แม้แต่ละหน่วยงานจะถืออาวุธทางกฎหมายที่ต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการสกัดกั้นไม่ให้อาชญากรใช้เครื่องมือในตลาดทุนมาอำนวยความสะดวกในการกระทำผิด

“ก.ล.ต. จะยังคงเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการกำกับหน้าที่การรายงานของบริษัทจดทะเบียนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น และการตรวจสอบความเข้มงวดของตัวกลางในการคัดกรองลูกค้า เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุนไทย” 

ยกระดับตลาดทุนไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากล

นางสาวสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า จากแนวทางการดำเนินงานของสำนักงาน ก.ล.ต. มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบ และการส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและตอบโจทย์ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน 

1. การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Competitiveness)

เป้าหมายสำคัญ คือ การดึงดูดบริษัทที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุนให้มากขึ้น ผ่านการปรับปรุงกระบวนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียน (IPO) โดยมีกลยุทธ์ ดังนี้ 

การปรับปรุงเกณฑ์ IPO: ก.ล.ต. มีแผนลดกฎเกณฑ์ที่เป็นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และหันไปให้ความสำคัญกับการเพิ่มน้ำหนักในการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ให้มากขึ้น เพื่อให้กระบวนการมีความชัดเจน และผู้ลงทนมีข้อมูลที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับตัดสินใจได้ด้วยตนเอง 

ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการทบทวนหลักเกณฑ์ IPO เพื่อเพิ่มความเร็วในกระบวนการพิจารณาให้สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ แนวทางสำคัญ คือ การ “ลด ละ เลิก” กฎเกณฑ์ที่เป็นภาระเกินสมควรและไม่เกิดประสิทธิผล โดยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การกำกับดูแลที่เน้นการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure-based) มากขึ้น เพื่อให้อำนาจนักลงทุนในการตัดสินใจบนข้อมูลที่มีคุณภาพ 

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ยืนยันว่าจะไม่ลดเกณฑ์คุณภาพเพื่อแลกกับปริมาณ โดยจะใช้แนวคิด “ยาพุ่งเป้า” เพื่อคัดกรองธุรกิจที่ดีเข้าสู่ตลาด และป้องกันธุรกิจที่ไม่ดีเข้ามาสร้างความเสียหาย สำหรับโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน ก.ล.ต. จะเปลี่ยนบทบาทจากการตรวจสอบรายละเอียดมาเป็นการบังคับให้เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนเพื่อให้นักลงทุนพิจารณาได้ด้วยตัวเอง 

การเชื่อมต่อมาตรฐานสากล: มีแผนการเข้าเป็นภาคีใน IFIAR (International Forum of Independent Audit Regulators) ซึ่งเป็นเวทีสากลของผู้กำกับดูแลการสอบบัญชีอิสระ เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีมาตรฐานการสอบบัญชีที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งจะช่วยดึงดูดบริษัทต่างชาติให้สนใจเข้ามาระดมทุนในไทยมากขึ้น 

การสนับสนุน SME และ Startup: เน้นการใช้ Private Equity และ Venture Capital ป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสนับสนุนเงินทุน โดย ก.ล.ต. จะเพิ่มความยืดหยุ่นในการกฎเกณฑ์เพื่อให้กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถเข้าลงทุนและเพิ่มรอบการลงทุนใน SME และ Startup ได้สะดวกยิ่งขึ้น 

สุชา บุณยเนตร

2. การยกระดับความเชื่อมั่นและกลไกการกำกับดูแล (Confidence)

การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งผ่านการยกระดับหน้าที่ของ Gatekeepers ทั้งระบบเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยครอบคลุมภาคส่วนต่าง ๆ ดังนี้

ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA): มุ่งเน้นการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ผ่านมาตรฐานวิชาชีพ โดยร่วมกับชมรมวานิชธนกิจเพื่อทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการทำ Due Diligence ให้ชัดเจน 

การสอบบัญชี: เตรียมวางแนวทางการกำกับดูแล EQR (Engagement Quality Reviewer) หรือผู้สอบทานคุณภาพการสอบบัญชี เพื่อเป็นด่านป้องกันข้อบกพร่องในการงบการเงิน 

ภูมิคุ้มกันภายในองค์กร: ส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor - IA) ในบริษัทจดทะเบียน โดยจะมีการออกหลักเกณฑ์กำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสม เพื่อสร้างระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง 

มาตรฐานการรายงาน: พัฒนาการเปิดเผยข้อมูลประจำปี 56-1 One Report ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD และส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล interim MD&A เพื่อสร้างความโปร่งใส 

3. นวัตกรรมและการระดมทุนในรูปแบบใหม่ (Innovation)

ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาใช้ผ่านกลไก Tokenization เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน

Investment Token: สนับสนุนการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะในสินทรัพย์รูปแบบใหม่ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

การปรับปรุงกฎหมายและภาษี: กำลังเร่งสร้างความชัดเจนในด้านบัญชีและภาษีร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเตรียมแผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อนำโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้มีความราบรื่นในอนาคต 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

4. การขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน (Sustainability)

เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยก้าวทันกระแสโลก ก.ล.ต. ได้วางแนวทางด้านความยั่งยืนไว้ ดังนี้ 

มาตรฐานข้อมูลความยั่งยืน: มุ่งมั่นผลักดันมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลตามแนวทาง ISSB ให้เป็นรูปธรรม 

ส่งเสริมเครื่องมือการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน: เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก.ล.ต. จึงพิจารณาส่งเสริมเครื่องมือการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถนำเงินทุนไปปรับปรุงกระบวนการและก้าวสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวได้อย่างเต็มรูปแบบ

เสริมแกร่งตัวกลางขับเคลื่อนการลงทุนยั่งยืน

นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้วางกรอบการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อตอบโจทย์โลกการเงินสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 แผนงานหลักที่ครอบคลุมทั้งด้านนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ 

1. การยกระดับด้วยดิจิทัลและนวัตกรรม (Leveraging Digital & Innovation)

ก.ล.ต. เชื่อมั่นในเรื่อง Tokenization และเทคโนโลยี DLT (Distributed Ledger Technology) ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโลกการเงินแบบดั้งเดิม 

โดย ก.ล.ต. ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิด Sandbox สำหรับผู้ที่สนใจออก Stablecoin เพื่อนำมาใช้ในกลไกการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ 

หลังจากความสำเร็จของ Investment Token ก.ล.ต. กำลังผลักดันให้เกิด Bond Token (หุ้นกู้ดิจิทัล) และ Token ของหน่วยลงทุน โดยจะมีการใช้ Sandbox เพื่อทดสอบเกณฑ์ให้เกิดความชัดเจนและสามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มกับต่างประเทศได้ 

โครงการ Open Data เป็นความร่วมมือข้ามหน่วยงานระหว่าง ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์ฯ, คปภ. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ลดขั้นตอน เพิ่มทางเลือก ประชาชนสามารถดึงข้อมูลทางการเงินของตนเองจากผู้ให้บริการแบบ Cross Sector เพื่อนำมาใช้วางแผนการเงินและจัดสรรพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

จอมขวัญ คงสกุล

2. การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสุขภาวะทางการเงินที่ดี (Promote financial products for financial well being)

แผนงานนี้มุ่งเน้นการวางรากฐานการออมระยะยาว และเปิดประตูสู่สินทรัพย์รูปแบบใหม่พร้อมกำกับดูแลให้มีความเสี่ยงที่เหมาะสม

TISA: การผลักดันบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการออมระยะยาวของคนไทย

หัวใจสำคัญของ TISA คือ การเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ลงทุน โดยในอนาคตผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวอาจไม่จำเป็นต้องซื้อผ่านหน่วยลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่สามารถลงทุนผ่านผู้ประกอบธุรกิจโบรกเกอร์ได้ ซึ่งจะช่วยให้ระบบนิเวศการลงทุนเอื้อต่อการออมระยะยาวผ่านช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น

เพื่อให้เกิดความคึกคักในตลาดหุ้นไทย TISA จะมีความยืดหยุ่นในการเลือกหุ้นที่จะลงทุนมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเน้นเฉพาะหุ้นที่มีการดำเนินงานด้าน ESG (Environment, Social, Governance) ที่ดีเท่านั้น แต่อาจครอบคลุมถึงหุ้นที่มีผลตอบแทนที่ดี เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่เป็นเจ้าของเงินภายใต้ความยืดหยุ่นที่สูงขึ้น 

โดยปัจจุบัน ก.ล.ต. และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มีความเห็นพ้องในหลักการสำคัญร่วมกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหัวใจของ TISA เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี รายละเอียดในเชิงลึกจึงต้องผ่านการพิจารณาและแถลงความชัดเจนจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมที่จะนำเสนอและผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นลำดับความสำคัญต้น ๆ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านใหม่ 

โครงการ TISA ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วนที่มองเห็นประโยชน์สาธารณะร่วมกัน แม้รายละเอียดภายในอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสถานการณ์ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของสำนักงาน ก.ล.ต. และความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นความชัดเจนของ TISA ภายในปีนี้อย่างแน่นอน เพื่อให้ตลาดทุนไทยยังคงเป็นแหล่งระดมทุนและแหล่งการออมที่มีประสิทธิภาพ 

PVD: เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณสู่การเน้น "คุณภาพ" โดยจะมีการเพิ่มข้อมูล Retirement Projection ในรายงาน เพื่อให้ลูกจ้างทราบว่าเงินสะสมที่มีอยู่นั้นเพียงพอต่อการเกษียณหรือไม่ เพื่อให้สามารถปรับแผนการออมได้ทันเวลา 

Carbon Credit: สนับสนุนทั้งตลาด Spot (ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ) และตลาด Futures โดยผลักดันให้คาร์บอนเครดิตเป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 

Crypto ETF: เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าถึงคริปโทเคอร์เรนซีได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบริหารจัดการ Wallet หรือความเสี่ยงจากการถูกแฮก โดย ก.ล.ต. กำลังออกเกณฑ์การลงทุนในรายละเอียดและส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง บลจ. และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

3. ยกระดับบริการอย่างมีความรับผิดชอบ   

ESG Disclosure: บลจ. และนักวิเคราะห์ต้องนำข้อมูลการเปิดเผยด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB มาใช้ประกอบการวิเคราะห์การลงทุน

Crypto as an asset class: ก.ล.ต. มองว่าคริปโทฯ คือ สินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้หากจัดสรรในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยเน้นย้ำให้ผู้ประกอบธุรกิจให้คำแนะนำการลงทุนอย่างถูกต้อง ไม่ให้ผู้ลงทุน “ลงทุนหมดหน้าตัก” หรือกู้เงินมาลงทุน 

การกำกับดูแล บลจ. และ Finfluencer: ผู้ลงทุนควรพิจารณาเลือก บลจ. จากธรรมาภิบาล (CG) และการควบคุมภายใน ไม่ใช่ดูแค่ผลตอบแทนของกองทุนเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. จะสร้างความชัดเจนในการกำกับดูแลกลุ่ม Finfluencer โดยแยกแยะระหว่างการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับการให้คำแนะนำที่ต้องมีใบอนุญาต

Product Screening: ยกระดับมาตรฐาน Underwriter ให้ทำหน้าที่คัดกรองผลิตภัณฑ์ (เช่น หุ้นกู้) อย่างเข้มงวดก่อนเสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น 

เดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย ลดระยะเวลาจัดการคดี

นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยแนวทางการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายลดระยะเวลาการดำเนินคดีให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ภายใต้การนำเทคโนโลยีมาใช้และการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ในตลาดทุน

โดยมุ่งเน้นการสะสางคดีค้างเก่าให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเห็นผลไว แต่ยังคงเน้นย้ำเรื่องความรัดกุม รอบคอบ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตามกระบวนการทางกฎหมาย

ธวัชชัย พิทยโสภณ

กางสถิติลดอายุคดีเฉลี่ยเหลือ 1.3 ปี

จากแผนการบริหารจัดการคดี ก.ล.ต. สามารถบริหารจัดการคดีค้างสะสมให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 3.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.3 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการผลักดันคดีให้แล้วเสร็จในแต่ละปีได้มากขึ้น 

ย้อนกลับไป ณ วันที่ 1 มกราคม 2566 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 7.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.3 ปี, ณ วันที่ 1 มกราคม 2567 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.1 ปี และ ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 4.8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.6 ปี

ทั้งนี้ สาเหตุที่บางกรณีใช้เวลานานหลายปี เนื่องจากแต่ละกฎหมายมีองค์ประกอบความผิดและพยานหลักฐานที่ไม่เหมือนกัน  เช่น การกระทำที่ผิดกฎหมายของหน่วยงานหนึ่ง อาจไม่สามารถนำมาปรับใช้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ได้ทันที เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบพยานหลักฐานให้ครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมายนั้น ๆ

ชูกลยุทธ์หลักขับเคลื่อนแผนปี 69

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนงาน สำนักงาน ก.ล.ต. ได้วางกลยุทธ์สำคัญไว้ดังนี้ 

1. ยกระดับเทคโนโลยีด้วย AI Enforcement: พัฒนาและใช้งานโปรแกรม AI ในการตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัย โดยการป้อนข้อมูลชื่อบุคคลและพฤติการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ระบบ**ช่วยประมวลผลและตรวจจับรูปแบบ (Pattern) การส่งคำสั่งซื้อขายที่เป็นความผิด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น 

2. การทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการ: ไม่เพียงแต่ส่งต่อคดีหลังการกล่าวโทษ แต่จะเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ เช่น ตำรวจ, ปปง. และอัยการ ตั้งแต่ชั้นการตรวจสอบ เพื่อใช้ความเชี่ยวชาญและอำนาจของแต่ละหน่วยงานร่วมกัน รวมถึงการร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศผ่านกลไก MMOU 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

3. การเสนอแก้ไขกฎหมาย: ก.ล.ต. ได้เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อขออำนาจให้พนักงานของ ก.ล.ต. สามารถเป็นพนักงานสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนของ DSI เพื่อให้ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมมีความกระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่ตัดขั้นตอนสำคัญ

“เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาล กระบวนการจึงต้องรอการพิจารณาจากรัฐบาลใหม่ว่าจะดำเนินการต่อในรูปแบบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่เน้นความเร่งด่วน หรือจะนำไปรวมเป็นกฎหมายใหญ่เพื่อเสนอต่อ รมว.คลัง ต่อไป แม้ว่าในปัจจุบันร่างกฎหมายนี้จะยังอยู่ระหว่างกระบวนการและยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่โครงสร้างนี้จะช่วยสนับสนุนการทำงานเป็นทีมให้รวดเร็วขึ้นและจัดการกับเคสค้างเก่าได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม”

4. การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร: มีการปรับโครงสร้างสายงานบังคับใช้กฎหมายจาก 1 สายงาน เป็น 2 สายงาน และเตรียมเพิ่มอัตรากำลังพนักงานสอบสวนที่มีประสบการณ์เข้ามาใหม่ 14 อัตรา จากเดิมที่มี 4 อัตรา เพื่อเตรียมความพร้อมหากมีการแก้ไขกฎหมายให้อำนาจสอบสวนร่วม และเพื่อผสานจุดแข็งกับทีมตรวจสอบเดิมที่มีความชำนาญเรื่องตลาดทุน 

เสริมภูมิคุ้มกันผู้ลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย SupTech

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน โดยมีเป้าหมายหลักในการลดตัวเลขความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุน โดยแผนการดำเนินงานจะมุ่งเน้นความสำคัญในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ “3C”

ก.ล.ต. จะดำเนินงานผ่านกระบวนการ 3 ด้านหลัก คือ Consultation (การให้คำปรึกษาเชิงรุก), Communication (การสื่อสารและเตือนภัย) และ Collaboration (การประสานความร่วมมือกับพันธมิตร) โดยจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันและช่องทางต่าง ๆ เช่น ศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Meta ใช้เทคโนโลยี Sweep scam สแกนสื่อโซเชียลเพื่อปิดกั้นโฆษณาหลอกลงทุนหรือการแอบอ้างชื่อผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนตั้งแต่ต้นทาง

เอนก อยู่ยืน  

2. เจาะกลุ่มเป้าหมายคนเริ่มทำงาน-วัยเกษียณ

แผนปี 2569 จะมุ่งเน้นการให้ความรู้ทางการเงินแก่กลุ่ม First Jobber (คนเริ่มทำงาน) และผู้เกษียณอายุ ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย เช่น หลักสูตร e-Learning, การจัด Workshop และการใช้ “บอร์ดเกม” เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการลงทุนอย่างยั่งยืน 

3. ยกระดับการกำกับดูแล ลดความเสี่ยงด้วย SupTech

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง ก.ล.ต. เตรียมนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างเข้มข้น 

Smart Detection: ระบบตรวจจับความเสี่ยงที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริต (Fraud) โดยใช้ AI คำนวณค่าอัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อระบุบริษัทที่มีความสุ่มเสี่ยง 

การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน: นำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจทานการเปิดเผยข้อมูล (เช่น MD&A หรือ One Report) ของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ข่าวล่าสุด

“แพทองธาร”ร่วมให้กำลังใจ “ยศชนัน” หาเสียงวัยรุ่นสยาม