ทรัมป์ขู่ภาษียุโรป เขย่าตลาดโลก! ดาวโจนส์ผันผวน น้ำมันเด้ง ทองพุ่งนิวไฮ SET เสี่ยงพักฐาน
ตลาดการเงินโลกปั่นป่วนก่อนวันหยุดยาว ดาวโจนส์ปิดลบ ขณะที่น้ำมันฟื้น ทองคำพุ่งทำสถิติใหม่ หลัง "ทรัมป์"เปิดเกมกดดันยุโรป เตรียมขึ้นภาษีนำเข้า 10% หวังแลก Greenland สร้างแรงสั่นสะเทือนจิตวิทยาการลงทุนทั่วโลก ด้านหุ้นไทยแม้ผลกระทบพื้นฐานจำกัด แต่เสี่ยงถูกขายทำกำไร จับตาแรงหนุน Election Rally พร้อมชูหุ้น Defensive และ BDMS-ICHI เป็นตัวเด่นรับมือความผันผวน
KEY
POINTS
- ตลาดการเงินโลกปั่นป่วนก่อนวันหยุดยาว ดาวโจนส์ปิดลบ ขณะที่น้ำมันฟื้น ทองคำพุ่งทำสถิติใหม่
- "ทรัมป์"เปิดเกมกดดันยุโรป เตรียมขึ้นภาษีนำเข้า 10% หวังแลก Greenland สร้างแรงสั่นสะเทือนจิตวิทยาการลงทุนทั่วโลก
- หุ้นไทยแม้ผลกระทบพื้นฐานจำกัด แต่เสี่ยงถูกขายทำกำไร จับตาแรงหนุน Election Rally
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย ระบุว่า ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 83 จุด (-0.17%) การซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนก่อนจะเข้าสู่วันหยุดยาวในวันจันทร์ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.6% นักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านประกอบกับนักลงทุนบางส่วนมีการปิดสถานะ Short
คืนวันศุกร์ที่ผ่านมิได้มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่น่าพิจารณาได้แก่การปรับขึ้นของ US Bond Yield ที่ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับ Dollar Index ที่แข็งค่าขึ้นมาและตลาดหุ้นปรับลง
สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่ปิดรับความเสี่ยง และหลังจากนั้นพบว่าในช่วงวันเสาร์ตามเวลาประเทศไทยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุใน Truth Social ว่าสหรัฐฯเตรียมจะขึ้นภาษีนำเข้า 10% กับสินค้าทุกประเภทจาก 8 ประเทศในยุโรป มีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 1 ก.พ.
สาเหตุหลักมาจากทรัมป์ต้องการกดดันให้ Denmark ขาย Greenland ให้กับสหรัฐฯ และหากยังไม่มีความคืบหน้าภาษีนำเข้าจะขยับไปที่ 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. มองเป็นปัจจัยสร้างความผันผวนให้กับการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกแต่จะดีกับทองคำ (+GOLD03)
ปัจจุบันนั้น EU ถือเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ (นำเข้าจากยุโรปอันดับแรก) ฝั่งสหรัฐฯอาจเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น (สินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าหลักๆจากยุโรปได้แก่รถยนต์และรถบรรทุก (14%) ยาและเวชภัณฑ์ (13%) กับผลกระทบต่อประเทศไทยเชื่อว่าจำกัดทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทย
แต่อาจมีผลกระทบกับหุ้นที่ประกอบกิจการใน EU (MINT, KCE) และท่องเที่ยวไทยอาจโดนผลกระทบทางอ้อมจากการที่มีนักท่องเที่ยวฝั่ง EU (กรณีเศรษฐกิจ EU ถูกกระทบ)
แต่อย่างไรก็ตามหุ้นไทยอาจถูกกระทบเชิงจิตวิทยาคล้ายกับช่วงที่ทรัมป์ประกาศสงครามการค้ากับทั่วโลกแต่รอบนี้เบาบางกว่าเพราะอยู่แค่เพียงยุโรป คืนนี้สหรัฐฯปิดทำการเนื่องในวัน Martin luther king JR หลังจากนั้นนักลงทุนจะกลับมาติดตามผลประกอบการวันอังคารหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดทำการจะมี NETFLIX
ปัจจัยในประเทศวันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวคาดว่านักลงทุนเริ่มมองถึง Election Rally ที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ตามสถิติตลาดหุ้นมักจะปรับขึ้นก่อน โดยกลุ่มที่โดดเด่นได้แก่ค้าปลีก (Top pick CPALL)
วันนี้ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับตัวลงในกรอบ 1,260 - 1,270 จุด รับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯกับ EU ประกอบกับก่อนหน้าได้ฟื้นตัวขึ้นมาราว 2.5% อาจเผชิญกับแรง Take Profit แต่ยังเชื่อว่าผลกระทบต่อไทยจำกัด (เช้านี้ Nikkei -1% ราคาทองคำ เพิ่มขึ้น +1.5% และทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์)
เชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นกลับมามองหากลุ่ม Defensive อาทิ สื่อสาร (ADVANC) โรงพยาบาล (BDMS, BCH) กลุ่มค้าปลีก (CPALL, HMPRO) กลุ่มการเงิน (MTC, SAWAD)
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้ คือ BDMS ราคาเป้าหมาย 26 บาท มองผลประกอบการในไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และจากไตรมาสก่อน (QoQ) จากจำนวนผู้ป่วยเริ่มสูงในเดือน ก.ย. (ปกติสูงสุดในเดือน ก.ค. และ ส.ค.) ซึ่งคาดโตต่อเนื่องในเดือน ต.ค. หนุนยอดผู้ป่วยเติบโตจากฐานต่ำ ประกอบกับโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งเปิดตามกำหนดการในปี 2568 รับรู้รายได้มากขึ้น
หุ้น ICHI ราคาเป้าหมาย 13.90 บาท ปัจจัยหนุนการเติบโต ได้แก่ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์, การขยายช่องทางจำหน่ายในร้านโชห่วย, การออกสินค้าใหม่ที่เน้นสินค้า value for money ทำสินค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่า, การฟื้นตัวของตลาดชาเขียวโดยมีปัจจัยบวกด้านสภาพอากาศ และการเติบโตของยอดขายสินค้า non-tea โดยเฉพาะน้ำด่าง PH+


