ประกันค่ายใหญ่จ่อเลิกแผน “เหมาจ่าย” ถล่มหุ้นกลุ่ม รพ. ดิ่งยกแผง
ราคาหุ้นกลุ่ม รพ. ดิ่งยกเข่ง กังวลรายได้วูบ หลังประกันรายใหญ่จ่อเลิกแผนประกันสุขภาพ “เหมาจ่าย” มี.ค.69 เปลี่ยนสู่ Co-payment
KEY
POINTS
- บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่มีแผนจะยกเลิกการขายประกันสุขภาพแบบ "เหมาจ่าย" และเปลี่ยนเป็นรูปแบบให้ผู้เอาประกันร่วมจ่าย (Co-payment) เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น
- ข่าวดังกล่าวสร้างความกังวลว่าอาจกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาลในอนาคต ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล
- ราคาหุ้นของโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง เช่น PR9, BH, BDMS, และ BCH ปรับตัวลดลงอย่างหนักทันที รับข่าวดังกล่าว
ในปัจจุบัน ธุรกิจประกันชีวิตกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยมีรายงานข่าวว่า บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่แห่งหนึ่งกำลังพิจารณายกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบ "เหมาจ่าย" (Lump Sum) และเตรียมปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับประกันไปสู่ระบบ "Co-payment" หรือการที่ผู้เอาประกันต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วนแทน
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้บริษัทประกันต้องปรับเปลี่ยนนโยบายคือ ภาวะเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเคลมสินไหมโดยตรง ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่เปิดขายอีกต่อไปภายในสิ้นเดือน มี.ค.2569
ความเคลื่อนไหวในธุรกิจประกันครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลสั่นสะเทือนไปถึงตลาดหลักทรัพย์ โดยพบว่าราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลถูกเทขายอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนรูปแบบประกันอาจส่งผลต่อการเข้าใช้บริการหรือการรับรู้รายได้ของโรงพยาบาลในอนาคต
โดยความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล วันนี้ (12 ม.ค.2569) ล่าสุด ปิดช่วงเช้า เวลา 12.30 น. ปรับลดลง โดยเฉพาะ PR9 ลดลง 6.56%, BH ลดลง 5.76%, BDMS ลดลง 3.70%, BCH ลดลง 3.54%, CHG ลดลง 3.31% และ THG ลดลง 2.79%
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ผลกระทบจากนโยบาย Co-Payment ของธุรกิจประกันฯ เป็น Sentiment ลบต่อหุ้นโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลที่มีรายได้จากประกันสุขภาพสูง
เมื่ออิงตามข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 พบว่า สัดส่วนรายได้จากที่มาจากประกันของแต่ละโรงพยาบาล ดังนี้
- BDMS มีสัดส่วนรายได้38%
- BCH มีสัดส่วนรายได้ 25%
- CHG มีสัดส่วนรายได้ 25%
- BH มีสัดส่วนรายได้ 21%
- EKH มีสัดส่วนรายได้ 50%
ทั้งนี้ ยังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงพยาบาล “มากกกว่าตลาดฯ” และเลือก BCH และ BDMS เป็นหุ้นเด่น โดยแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย DCF ที่ 14.00 บาทและ 24.50 บาท ตามลำดับ
ขณะที่ บล.ธนชาต ปรับลดคำแนะนำหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจาก “Positive” เป็น “Neutral” หลังมองแนวโน้มของการเติบโตกำไรในปี 2569 มีแนวโน้มค่อนข้างอ่อนแอ ตามจำนวนผู้ป่วยที่โตช้า และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการขยายธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยังทำได้ค่อนข้างยาก และในภาพการแข่งขันของกลุ่มโรงพยาบาลยังมีการแข่งขันที่สูง ประกอบกับยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทประกันแต่ละรายในเรื่องของประกันสุขภาพแบบ Co-Payment ทำให้ยังเป็นแรงกดดันกับกลุ่มโรงพยาบาล


