TTB เคาะราคาซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ปี 69 ที่ 2.03 บาท เริ่ม 22 ม.ค.-4 ก.พ.69
TTB ประกาศราคาสุดท้ายซื้อหุ้นคืน 2.03 บาทต่อหุ้น สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินครั้งที่ 2 ในปี 69 วงเงินไม่เกิน 8,900 ล้านบาท เริ่ม 22 ม.ค.-4 ก.พ.69
KEY
POINTS
- TTB กำหนดราคาเสนอซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ที่ราคา 2.03 บาทต่อหุ้น
- จะดำเนินการเสนอซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer) ระหว่างวันที่ 22 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2569
- โครงการนี้มีวงเงินรวมไม่เกิน 8,900 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นคืนจำนวน 4,384 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 4.49% ของหุ้นทั้งหมด
ตามที่คณะกรรมการธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ครั้งที่ 12/2568 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินครั้งที่ 2 ในปี 2569 ด้วยวิธีการเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer) ภายใต้วงเงินรวมจำนวนไม่เกิน 8,900 ล้านบาท รวมทั้งอนุมัติระยะเวลาซื้อหุ้นคืนและหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาซื้อหุ้นคืนโดยพิจารณาจากสภาวะการซื้อขายหุ้นของธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงเวลาก่อนวันที่ธนาคารจะเริ่มซื้อหุ้นคืนโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารได้มีมติมอบอำนาจให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินพิจารณากำหนดราคาซื้อหุ้นคืนภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น ซึ่งในวันที่เผยแพร่มติคณะกรรมการธนาคารดังกล่าว ได้กำหนดราคาซื้อหุ้นคืนในเบื้องต้นอยู่ในช่วงระหว่าง 1.90-2.00 บาทต่อหุ้น โดยธนาคารจะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบราคาซื้อหุ้นคืนที่เป็นราคาสุดท้ายภายในวันที่ 5 มกราคม 2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น
ล่าสุด วันนี้ (5 มกราคม 2569) ธนาคารขอแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ได้พิจารณาราคาตลาดของหุ้นของธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น จึงได้กำหนดราคาซื้อหุ้นคืนที่เป็นราคาสุดท้าย เท่ากับ 2.03 บาทต่อหุ้น จำนวนหุ้นซื้อคืน 4,384 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.49% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร มูลค่าซื้อหุ้นคืน 8,900 ล้านบาท ระยะเวลาซื้อหุ้นคืน 22 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2569
ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2568 TTB ได้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (ปี 2568-2570) ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานด้านการบริหารส่วนทุน (Capital Management) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการปรับโครงสร้างและขนาดงบดุลให้มีความเหมาะสม โดยธนาคารได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 1 ไปแล้วในช่วงวันที่ 3 กุมภาพันธ์-1 สิงหาคม 2568 เป็นจำนวน 2,688 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 2.76% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 5,103 ล้านบาท
ดังนั้น จำนวนหุ้นซื้อคืนสะสมของโครงการครั้งที่ 1 ในปี 2568 และครั้งที่ 2 ในปี 2569 อยู่ที่ 7,072 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.25% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB เปิดเผยก่อหน้านี้ว่า สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนของ TTB ในภาพรวมถือว่ามีความคืบหน้าในเชิงบวก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปลดล็อกกฎการซื้อหุ้นคืน โดยเฉพาะในเรื่องของการยกเลิกระยะเวลาพักคอย (Breaking Period) ซึ่งทำให้บริษัทจดทะเบียนสามารถเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนรอบใหม่ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเว้นระยะรอ 6 เดือนหลังจบโครงการเดิม
จากการปลดล็อกดังกล่าว ธนาคารจึงได้ปรับแผนการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม รวมถึงเพิ่มวงเงินซื้อคืนขึ้นเป็น 8,900 ล้านบาท โดยจะใช้วิธี General Offer หรือการเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2569-4 กุมภาพันธ์ 2569 รวม 10 วันทำการ
สำหรับการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 นี้ จะเห็นว่าธนาคารใช้วิธีการที่ต่างไปจากครั้งแรก นั่นคือเปลี่ยนจากการจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งใช้ระยะเวลาในการรับซื้อคืนถึง 6 เดือน มาใช้วิธี General Offer เพราะพิจารณาแล้วว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้ธนาคารสามารถซื้อหุ้นคืนด้วยวงเงินที่สูงขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลง โดยไม่รบกวนการซื้อขายหรือสภาพคล่องรายวันในตลาดรอง และลดผลกระทบจากภาวะตลาดที่ค่อนข้างผันผวน โดยธนาคารยังคงเป้าหมายการซื้อหุ้นคืนให้ครบตามวงเงินรวม 21,000 ล้านบาท และยังคงเน้นย้ำการบริหารจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ตามการลดลงของส่วนของผู้ถือหุ้นและการลดลงของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ เทียบกับระดับ ROE จากผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนปี 2568 ที่ 8.6% และ EPS ที่ 0.16 บาท
ขณะที่ประเมินแล้วว่าไม่มีผลกระทบต่อระดับเงินกองทุน โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น (Total CAR) ภายหลังการซื้อหุ้นคืนจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่า 19% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับธนาคาร D-SIBs แห่งอื่น ๆ รวมถึงยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการเติบโตสินเชื่อตามแผนธุรกิจ


