ส่องตลาดหุ้นไทยปี 2569 ทยอยฟื้นตัว ทะยานสู่เป้าสิ้นปี 1,440 จุด
ตลาดหุ้นไทยปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัว หลังเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดในครึ่งหลังปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรสะสมสินค้า การลงทุนดิจิทัล และมาตรการรัฐ ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยขาลง สู่เป้าดัชนีสิ้นปี 1,440 จุด
KEY
POINTS
- บล.บัวหลวง คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 จะฟื้นตัวแตะระดับ 1,440 จุด โดยอิงจากกำไรต่อหุ้นที่คาดว่าจะเติบโต 9.8%
- ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ผ่านจุดต่ำสุด การลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง
- กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจและคาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก กลุ่มที่ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง
หลังจากตลาดหุ้นไทยปี 2568 ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันอย่างหนัก ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ และภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สงครามแถบตะวันออกกลาง ผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ
สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2568 (2 ม.ค.-30 ธ.ค.2568) ปรับตัวลดลง 140.54 จุด หรือลดลง 10.04% จากสิ้นปี 2567 ปิดที่ 1,400.21 จุด มาปิดที่ 1,259.67 จุด เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา
ทางด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568 อยู่ที่ 15,931,939.88 ล้านบาท หรือลดลง 1,501,813.57 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ระดับ 17,433,753.45 ล้านบาท
บล.บัวหลวง ประเมินว่า ในปี 2569 ตลาดตราสารทุนจะทยอยฟื้นตัวได้ หลังเศรษฐกิจไทยคาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3-4 ปี 2568 กดดันจากการค้าโลกที่อาจชะลอ สะท้อนผลกระทบมาตรการภาษีทรัมป์ ทั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้า (frontloaded demand) ที่แผ่ว และการระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) กดดันภาคการส่งออกของไทย
ทั้งนี้ แรงหนุนตลาดหุ้นไทยในปี 2569 คาดมาจาก
วัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ (restocking cycle)
คาดหนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 การระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) อาจเห็นชัดในช่วง 1-2 ไตรมาส หลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มใช้ (อ้างอิงจากสงครามการค้ารอบแรก) อาจกดดันการค้าโลกในช่วงไตรมาส 4/2568-ไตรมาส 1/2569 แต่จะตามมาด้วยวัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 หลังตัวเลขสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อคำสั่งซื้อใหม่สหรัฐฯ (US PMI Inventory-to-New Orders) อยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี (ไม่รวมช่วงวิกฤต)
สอดคล้องกับดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ (Manufacturing PMI) ที่ในอดีตมักทยอยฟื้นตัว หลังอยู่ในวัฏจักรชะลอตัว (down cycle) ต่อเนื่องราว 2-3 ปี อีกทั้งดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New order index) ของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่มักเป็นตัวนำ (leading indicator) ของดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ ราว 1-3 ไตรมาส ได้เข้าสู่โซนขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ และจีน ในช่วงปลายไตรมาส 3/2568 สะท้อนโอกาสการฟื้นตัวของของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2569
เศรษฐกิจโลกทยอยฟื้น คาดหนุน re-rating เปิด upside ตลาดหุ้นไทยปี 2569
ในอดีตรอบการปรับ Valuations multiple (PER) ขึ้นของ SET อยู่ราว +0.75SD ถึง +1.25SD
การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ตัวเลขยื่นขอและอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI สำหรับธุรกิจดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2567 ถึงในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ทั้งในแง่จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 23% YoY และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 94% YoY ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยปกติจะทยอยเข้ามาหลังจากการอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI เฉลี่ยราว 1 ปี ดังนั้น คาดเม็ดเงินจะเข้ามาหนุนการลงทุนภาคเอกชนชัดเจนต่อเนื่องในปี 2569-2570
ความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เช่น ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ คาดยังหนุนการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เติบโตต่อเนื่อง แม้การส่งออกภาพรวมอาจชะลอลง
มาตรการกระตุ้นตลาดทุนคาดหนุนเม็ดเงินไหลเข้า
หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินาวงเงินการซื้อขายหุ้นมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ เบื้องต้น ภาคเอกชนเสนอสิทธิลดหย่อนภาษีวงเงิน 500,000-1,000,000 บาทต่อราย โดยต้องลงทุนในหุ้นไทย และถือครองตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อคงสิทธิลดหย่อนภาษี
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจะหนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม
คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เหลือ 1.00% หลังเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ลงเหลือ 2.25% และเหลือ 1.25% ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจำกัด คาดเงินเฟ้อทั่วไปราว -0.2% ในปี 2568 และ 0.1% ในปี 2569 (เทียบ 0.4% ในปี 2567)
สอดคล้องกับ Fed คาดจะลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องอีก 1 ครั้งในเดือนมกราคม 2569 เหลือ 3.5% ก่อนจะหยุดเพื่อรอประเมินสถานการณ์ หากเงินเฟ้อชะลอต่อเนื่องเข้าใกล้เป้าหมาย longer run ของ Fed ที่ 2% มากขึ้น Fed มีแนวโน้มจะกลับมาลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หรืออย่างช้าไม่เกินต้นปี 2570 เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับเป้าหมายระยะยาวที่ 3%
การทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงส่งให้กับภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้น
การท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2568 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569 แม้คาดจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจาก 35.5 ล้านคน ในปี 2567 เหลือ 33.2 ล้านคน ในปี 2568 แต่คาดจะฟื้นตัวขึ้นราว 34 ล้านคนในปี 2569 โดยคาดจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น YoY ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569
มาตรการกระตุ้นฯ ช่วยพยุงการบริโภค คาดเติบโตต่อเนื่อง แม้ยังอยู่ในระดับต่ำ
มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง (86.8% ของ GDP ในไตรมาส 2/2568) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส (งบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท เริ่มใช้ 29 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568) และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มเดือนมกราคม 2026 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt
อย่างไรก็ดี ประเมินผลประโยชน์จำกัด คาดหนุน GDP ปี 2568-2569 ได้เพียง 0.1-0.2% และหนุนกำไรหุ้นไทยราว 0.4-0.8% ทั้งนี้ หลังหักงบมาตรการกระตุ้นคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ประเมินเหลืองบประมาณเพียง 3.9 หมื่นล้านบาท คาดจำกัดความสามารถในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
ความเสี่ยงหลักต่อตลาดหุ้นไทย นำโดย
1) เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด กดดันจากภาคแรงงานของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภาคอสังหาฯ ของจีน
2) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมารุนแรง
3) เศรษฐกิจในประเทศ อาจยังโดนกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนไทย-ระดับหนี้เสียอยู่ในระดับสูง กดดันการบริโภคในประเทศ
4) ความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง หลังหนี้สาธารณะคงค้าง ณ กันยายน 2568 คิดเป็น 64.8% ของ GDP แม้ยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ไม่เกิน 70% แต่อาจเร่งสูงขึ้นอีก หากประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่ำกว่าคาด อีกทั้งการตั้งงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
5) ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจกดดันการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งในอดีตมักลดลงจากระดับปกติราว 30-40% ซ้ำเติมกับงบลงทุนที่มีวงเงินน้อยกว่าปีก่อนอยู่แล้ว โดยงบประมาณปี 2568/2569 อยู่ที่ 3.78 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน) ประกอบด้วยรายจ่ายประจำ ลดลง 1% YoY และรายจ่ายลงทุน ลดลง 7.3% YoY
เป้าหมาย SET สิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,440 จุด อิงกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ที่ 90 (+9.8%) โดยใช้ PER ที่ 15.7-16.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 0.25-0.5SD
กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569
ยังเน้นกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง และ/หรือหุ้นกลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม ดังนี้
กลุ่มผู้นำการเติบโตธีมดาต้าเซ็นเตอร์-Digital transformation
การเติบโตรอบใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้า-น้ำกำลังจะเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่ม “Ready-to-Serve Utilities” ที่มีความพร้อมด้านกำลังการผลิตในทันที ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์ คาดว่าจะเร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 คาดภายในปี 2571 จะมีกำลังไฟฟ้าใหม่ (IT load) ราว 2 กิกะวัตต์ ในกรุงเทพฯ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามสถิติในอดีต ราว 80% ของคำขอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยื่น BOI ได้รับการอนุมัติ โดยในจำนวนนี้ 30-40% จะออกบัตรส่งเสริมภายในอีก 3-6 เดือน และจะเริ่มมีการลงทุนจริงตามมาภายใน 6 เดือนถัดไป
ดังนั้น ตัวเลขอนุมัติฯ ที่เร่งตัวในช่วงไตรมาส 4/2567–ครึ่งแรกของปี 2568 คาดแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้จะหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ทั้งโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า เป็นบวกต่อกลุ่มผู้ก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้า “Power Grid Builders”
ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง (Captive plant) รวมถึงกลุ่มสื่อสาร คาดเติบโตแกร่งตามกระแส Digital transformation) (WHAUP, GULF, trading GUNKUL, ADVANC)
กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรฯ และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง
การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 (manufacturing cycle) จะหนุนความต้องการปิโตรฯ และกำไรกลุ่มปิโตรฯ ฟื้นตัวชัดในปี 2569 ขณะที่ความเสี่ยงอุปทานยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนต่างผลิตภัณฑ์หลักอย่าง HDPE, PP และ PET อยู่ “ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน (Breakeven) ซึ่งทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตใหม่ชะลอลง
นโยบาย “Anti-involution” ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีเป้าหมายจำกัดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม ระดับ Valuations อยู่ในภาวะถูกมากใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในช่วงวิกฤตปี 2551 และช่วยจำกัด downside ในขณะที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยังแข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ใหม่คาดหนุนอัตรากำไรเพิ่มเติม คาดหนุนการเติบโตกำไร (PTTGC, SCC, ITC)
กลุ่มที่กำไรคาดเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ
มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มได้ในเดือนมกราคม 2569 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt สำหรับผู้มีรายได้สูงและอยู่ในระบบภาษีราว 4 ล้านคน หนุนการบริโภคเพิ่มเติม
ในขณะที่มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน คาดเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการรับซื้อหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จากธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank โดยการจัดตั้ง JV AMC ในขณะที่รายได้จากการเกษตร (farm income) คาดกลับมาขยายตัวได้ราว 2-3% ในปี 2569 จากหดตัวราว 4.2% สำหรับมกราคม-กันยายน ปี 2568 กดดันจากราคาสินค้าเกษตร
อย่างไรก็ดี คาดผลประโยชน์จากมาตรการค่อนข้างจำกัด ยังคงเน้นหุ้นคุณภาพสูงที่มีทิศทางกำไรที่ชัดเจน หนุนจากรายได้สะท้อนอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่ง ยังเน้นกลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น ห้างที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ กลุ่มท่องเที่ยว-สนามบิน (CPN, CPALL, CENTEL, AOT)
กลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร
หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินำวงเงินการซื้อขายหุ้น และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งนี้ คาดมาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) จะหนุนกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร (KTB, SCB)


