posttoday

MAGURO ดึง 2 แบรนด์ยักษ์ญี่ปุ่นเข้าไทย ทุ่ม 200 ล้านขยาย 20 สาขา

19 กุมภาพันธ์ 2569

ซูชิสายพานระดับโอมากาเสะมาแล้ว MAGURO GROUP เปิดแผน ปี 69 ดึงแบรนด์ดังญี่ปุ่นเข้าไทย Kaiten Sushi Ginza Onodera พร้อม IPPE KOPPE แกงกะหรี่ Top 100

KEY

POINTS

  • MAGURO GROUP กางแผน ปี 69 ดึง 2 แบรนด์ดังญี่ปุ่นเข้าไทย ขยายอาณาจักร 73 สาขา
  • Kaiten Sushi Ginza Onodera ซูชิสายพานระดับโอมากาเสะ และ IPPE KOPPE แกงกะหรี่ Top 100 โฟกัสศูนย์การค้าในเมือง เน้นราคาเข้าถึงง่ายกว่าญี่ปุ่น
  • พร้อมทุ่ม 200 ล้าน ขยายแบรนด์ในเครือ 20 สาขา

แม้ “อาหารญี่ปุ่น” จะเป็นเมนูโปรดในใจคนไทย แต่สนามนี้ไม่เคยง่าย เพราะเป็นสมรภูมิที่มีผู้เล่นมากกว่า 5-6 พันราย มีตั้งแต่เชนยักษ์ใหญ่ แบรนด์นำเข้า ไปจนถึงซูชิรถเข็นในตลาด และจากที่เป็น Red Ocean อยู่แล้ว ยิ่งข้นขึ้นไปอีกเมื่อคลื่นเศรษฐกิจซัดเข้าฝั่ง กำลังซื้อชะลอ ต้นทุนพุ่ง การแข่งขันดุเดือดแบบไม่มีใครยอมใคร

 

ท่ามกลางพายุนี้ MAGURO Group คือหนึ่งในผู้เล่นที่เลือก “ยืนสู้”

 

จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO กล่าวว่า หลังจากปรับกลยุทธ์เชิงรุกในไตรมาส 3 และ 4 บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้เกินเป้าหมาย โดยรายได้รวมขยายตัวมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายจากแบรนด์เดียว สู่พอร์ตธุรกิจที่มีมากกว่า 50 สาขาในปัจจุบัน

 

จักรกฤติ สายสมบูรณ์

จักรกฤติ กล่าวว่า โครงสร้างธุรกิจของมากุโระถูกวางเป็น 2 แกนหลัก แกนแรกกลุ่มอาหารญี่ปุ่น (Japanese Segment) นำโดยแบรนด์เรือธงอย่าง MAGURO และต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่แบรนด์ย่อยยกตัวอย่างแบรนด์ Bincho ที่นำเอาจุดเด่นของศิลปะย่างปลามานำเสนอในรูปแบบใหม่ เพิ่มประสบการณ์ที่แตกต่าง รวมถึงการนำเข้าแบรนด์จากญี่ปุ่นที่ติดอันดับ Top 100 มาเปิดตลาดไทย เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

 

แกนที่สองกลุ่มที่ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่น (Non-Japanese Segment) เช่น HITORI SHABU ซึ่งถือเป็นสนามใหม่ที่ต้องเรียนรู้มากกว่าความชำนาญเดิม แต่บริษัทเลือกเดินเกมแบบมีวินัย จำกัดจำนวนแบรนด์ใหม่ เพื่อควบคุมความเสี่ยง ไม่ขยายเร็วจนเกินกำลัง

 

กางแผนปี 69 กระจายความเสี่ยง 

มาถึงปี 2569 แผนเติบโตของ MAGURO Group วางรากฐานองค์กรให้สอดรับเทรนด์อุตสาหกรรมร้านอาหาร ทั้งเกมรุกสร้างรายได้และกำไรให้ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับเกมรับที่เน้นบริหารต้นทุน (Cost Control) อย่างมีประสิทธิภาพ ระยะยาว 3–10 ปี เป้าหมายคือการ Diversify กระจายเข้าสู่เซกเมนต์ใหม่ ๆ ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ลดต้นทุนต่อหน่วย และสร้างการเติบโตที่ไม่ผูกกับเมนูใดเมนูหนึ่ง

 

ดึงสองแบรนด์ยักษ์เข้าไทย

จักรกฤติ เผยอีกว่า ปีนี้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ร้านอาหารญี่ปุ่น ได้แก่ 

1.Kaiten Sushi Ginza Onodera หรือ ไคเต็น ซูชิ กินซ่า โอโนเดระ

คือแบรนด์ซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากเครือ Onodera Group กลุ่มธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำระดับโลก ที่นักชิมจำนวนมากยกให้เป็นหนึ่งใน Food Destination ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งเมื่อเดินทางถึงญี่ปุ่น โดยเฉพาะสายซูชิเลิฟเวอร์ตัวจริง

 

โดยจุดเด่นของแบรนด์นี้คือ “วัตถุดิบระดับพรีเมียม” ที่ตั้งใจยกระดับประสบการณ์ซูชิสายพานให้ใกล้เคียงร้านโอมากาเสะ (Omakase) มากที่สุด แต่ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าควบคุมงบประมาณได้ ทานได้บ่อย และเลือกจังหวะความพิเศษของมื้ออาหารด้วยตัวเอง

MAGURO ดึง 2 แบรนด์ยักษ์ญี่ปุ่นเข้าไทย ทุ่ม 200 ล้านขยาย 20 สาขา

ซึ่งร้านมีกำหนดเปิดให้บริการไตรมาส 3 ปี 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยจะเป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และถูกวางให้เป็นแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

 

รากฐานจากกลุ่มธุรกิจระดับโลก

จักรกฤติ เล่าว่า Onodera Group ไม่ได้แข็งแกร่งเฉพาะร้านอาหาร แต่ยังมีธุรกิจ Catering, ทรัพยากรบุคคล และสโมสรฟุตบอลในเครือ ร้านอาหารในกลุ่มได้รับดาวมิชลินรวมกันถึง 15 ดวง จากสาขาในนิวยอร์ก ญี่ปุ่น และแคลิฟอร์เนีย จุดเริ่มต้นของเครือมาจากร้านพรีเมียมอย่าง Onodera Tempura และ Onodera Sushi ในรูปแบบเคาน์เตอร์โอมากาเสะ 10–15 ที่นั่ง ราคาต่อหัวระดับ 3,000–4,000 บาทขึ้นไป

 

กระทั่งปี 2021 แบรนด์ได้ทลายกำแพงความพรีเมียม ด้วยการแตกไลน์สู่ซูชิสายพาน เพื่อให้คนเข้าถึงคุณภาพระดับสูงได้ง่ายขึ้น และประสบความสำเร็จอย่างมากในหลายเมืองทั่วญี่ปุ่นรวมถึงสหรัฐอเมริกาอย่างฮาวายและเท็กซัส

MAGURO ดึง 2 แบรนด์ยักษ์ญี่ปุ่นเข้าไทย ทุ่ม 200 ล้านขยาย 20 สาขา

สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้ต่างจากร้านสายพานทั่วไป คือการยึดมาตรฐานโอมากาเสะเป็นแกนกลาง ปลาทูน่าคุณภาพสูงสุดจากตลาดประมูลปลาในญี่ปุ่น เป็นปลาธรรมชาติ ไม่ใช่ระบบอุตสาหกรรม รวมถึงใช้ข้าวแดง หรือข้าวที่ปรุงด้วยน้ำส้มสายชูสีแดง สูตรเฉพาะของร้านโอมากาเสะระดับสูง ให้รสชาติกลมลึกแบบต้นตำรับ

 

ภายในร้านกุ้ง หอย และปลาบางชนิด เสิร์ฟความสดแบบจับขึ้นมาปรุงทันที มีเชฟปั้นสดและแล่ปลาด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องปั้นข้าวอัตโนมัติแบบร้านสายพานทั่วไป ทั้งหมดนี้ทำให้ประสบการณ์ใกล้เคียงโอมากาเสะ แต่ในบรรยากาศที่เข้าถึงง่ายกว่า

 

กลยุทธ์ในไทย หรูหราที่เข้าถึงได้

สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ จะมีที่นั่งมากกว่า 100 ที่นั่ง และถูกวางให้ใหญ่กว่าสาขาเรือธงในญี่ปุ่น ทำให้มีความหรูหราที่เข้าถึงได้ โดยตั้งใจทำราคาในไทยให้ต่ำกว่าญี่ปุ่น เพื่อขยายฐานสู่กลุ่มเด็กและคนรุ่นใหม่

 

แม้นำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นเกือบ 100% แต่จะเพิ่มหมวดเมนูราคาพิเศษ เช่น ปลาหมึกหรือหอยบางชนิด เพื่อให้ลูกค้าที่คุ้นเคยกับแบรนด์สายพานอื่น ๆ สามารถเริ่มต้นได้โดยไม่รู้สึกกดดันด้านราคา

MAGURO ดึง 2 แบรนด์ยักษ์ญี่ปุ่นเข้าไทย ทุ่ม 200 ล้านขยาย 20 สาขา

ส่วนแผนขยายสาขา จักกฤติ บอกว่า จะโฟกัสศูนย์การค้าเกรด A ในเมือง  และมีเป้าหมายเปิดสาขาที่ 2–5 ต่อเนื่องในปีถัดไป

 

2.IPPE KOPPE (อิปเปะ คปเปะ) 

ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านแกงกระหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ โดยมีจุดเด่นที่แตกต่างจากแกงกะหรี่ ญี่ปุ่นทั่วไป ด้วยการพิถีพิถันปรุงเมนูแกงกะหรี่สำหรับรับประทานคู่กับเมนูทงคัตสึเพื่อยกระดับรสชาติ ให้ดีที่สุด ใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นเพื่อให้ได้แกงกะหรี่ที่เข้มข้น รสชาติสมดุล และเข้ากันได้ดีกับทงคัตสึ การันตีคุณภาพโดยเป็นร้านผู้เชี่ยวชาญด้านแกงกระหรี่ญี่ปุ่นชื่อดัง ที่ติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่ จาก Tabelog ต่อเนื่องกว่า 6 สมัย โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2569 นี้ 

 

ซึ่งในประเทศไทยวางให้เป็น "Entry Brand" ที่เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และพนักงานออฟฟิศ โดยมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า Katsukura คือประมาณ 200 กว่าบาท เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองทานคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่คุ้มค่า และรสชาติที่ปรับเพื่อคนไทย ในขณะที่ญี่ปุ่นจะมีระดับความเผ็ดเพียงระดับเดียว แต่สาขาในไทยจะมีความเผ็ดให้เลือก 2-3 ระดับ เพื่อให้ถูกปากคนไทยที่ชอบรสจัดจ้าน เน้นการปรุงแบบ จานต่อจาน ลูกค้าจะเห็นเชฟทอดหมูและเคี่ยวแกงกะหรี่ให้ร้อนใหม่ ๆ ในครัวเปิด

บรรยากาศร้าน IPPE KOPPE ที่ญี่ปุ่น

บรรยากาศและการบริการ ร้านเน้นสไตล์ Homey ที่มีความเป็นมิตร และออกแบบมาให้ตอบโจทย์พฤติกรรมคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว โดยสามารถทานเสร็จได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง 

 

วางงบราว 200 ล้านขยาย 20 สาขาในเครือ

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในปี 2569 งวด 9 เดือนแรก MAGURO มีรายได้รวม 1,389 ล้านบาท เติบโต 42% และมีกำไรสุทธิ 103 ล้านบาท เติบโต 65% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

 

จักรกฤติ บอกว่า ตั้งเป้าขยายสาขาจากแบรนด์เรือธงภายในเครือฯ เพิ่มกว่า 20 ร้าน รวมเป็นจำนวนกว่า 73 ร้าน ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อการสร้างการเติบโต และขยายกลุ่มเป้าหมายผู้โภค ให้เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณ 10-15 ล้านต่อสาขา ซึ่งคาดว่าจะใช้งบรวมราว ๆ 200-300 ล้านบาท

 

เป้าหมายต่อไปคือการสร้างการเติบโตของยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ใช้กลยุทธ์เชิงรุกมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการเติบโต ผ่านการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างหลากหลายมากขึ้น เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเมนูใหม่ๆ ตามฤดูกาล การเปิดตัวแคมเปญโปรโมชันพิเศษที่จะหมุนเวียนตลอดทั้งปี 

 

รวมถึงการเพิ่มการเข้าใช้บริการของลูกค้าสมาชิกกว่า 300,000 ผู้ใช้งาน (user) ผ่านสิทธิพิเศษมากมายตลอดทั้งปี ด้วย “Give More + Club” ระบบสมาชิกแบบไร้รอยต่อ ให้ลูกค้าระบบสมาชิกสามารถใช้ได้กับทุกแบรนด์ร้านอาหารภายใน เครือ MAGURO Group เพื่อมอบหลากหลายสิทธิประโยชน์แบบพิเศษมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ กลับมาใช้บริการซ้ำ และจูงใจให้อยากใช้บริการแบรนด์อื่นๆ ภายในเครือฯ อีกด้วย

 

มีระบบ CRM ช่วยในการวิเคราะห์เพื่อเข้าหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผ่านการสื่อสารที่ทันสมัยและ "ภาษาเดียวกัน" มีการออกแบบเมนูที่มีระดับราคาเข้าถึงง่าย เพื่อรองรับกลุ่มที่กำลังซื้อยังไม่สูง เช่น นักศึกษาจบใหม่ หรือคนเริ่มทำงาน เพื่อดึงให้เข้ามาอยู่ในวงจร (Ecosystem) ของแบรนด์ และพร้อมที่จะขยับไปทานเมนูพรีเมียมมากขึ้นเมื่อมีกำลังซื้อสูงขึ้นในอนาคต

MAGURO ดึง 2 แบรนด์ยักษ์ญี่ปุ่นเข้าไทย ทุ่ม 200 ล้านขยาย 20 สาขา

อาณาจักร MAGURO 

โดยปัจจุบัน MAGURO Group มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมดจำนวน 54 ร้าน จาก 8 แบรนด์ ได้แก่ 

  1. MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่น และซูชิระดับพรีเมียม จำนวน 20 ร้าน รวม MAGURO Kappou ร้านอาหารญี่ปุ่นประสบการณ์ใหม่คอนเซ็ปคับโปะ
  2. HITORI SHABU ร้านชาบูและสุกียากี้หม้อเดี่ยวสไตล์คันไซ จำนวน 16 ร้าน รวมร้าน HITORI SUKIYAKI ร้านสุกียากี้คันไซแบบดั้งเดิม ในรูปแบบ Authentic Japanese Sukiyaki Course  
  3. SSAMTHING TOGETHER ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลีวัตถุดิบพรีเมียม จำนวน 6 ร้าน
  4. Tonkatsu AOKI ร้านหมูทอดทงคัตสึยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 7 ร้าน
  5. CouCou ร้านอาหารรูปแบบ All-Day Dining สไตล์ตะวันตก จำนวน 2 ร้าน
  6. Bincho ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบญี่ปุ่นดั่งเดิม จำนวน 1 ร้าน
  7. KIWAMIYA ร้านแฮมเบิร์กต้นตำรับจากญี่ปุ่น จำนวน 2 ร้าน 
  8. Chopman (ช็อปแมน) แบรนด์ข้าวมันไก่คราฟต์ ที่ให้บริการในรูปแบบเฉพาะผ่านเดลิเวอรี บนแพลตฟอร์ม GRAB และ LINEMAN โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือน มกราคม 2569 ที่ผ่านมา 

 

ข่าวล่าสุด

KTC กางยุทธศาสตร์ปี 69 ชูสมดุล “เติบโต-คุมความเสี่ยง” รับเศรษฐกิจผันผวน