posttoday
ดอกเบี้ยนโยบายไทย 1.25% ต่ำอันดับ 3 โลก เพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย

ดอกเบี้ยนโยบายไทย 1.25% ต่ำอันดับ 3 โลก เพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย

18 ธันวาคม 2568

ดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำอันดับ 3 ของโลก หลัง กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนตลาดหุ้นไทยปี 69 แตะ 1,440 จุด

KEY

POINTS

  • กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
  • การปรับลดดอกเบี้ยส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น
  • นักวิเคราะห์มองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ทำให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากเดิม 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยมีผลทันที เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังคณะกรรมการฯ มองเศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น 

โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.2%, ปี 2569 ปรับลดประมาณการเป็นขยายตัว 1.5% จากเดิม ขยายตัว 1.6%, ปี 2570 ขยายตัว 2.3% 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ คาดปี 2569 อยู่ระดับขยายตัว 0.3% จากปีก่อน จากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐ

จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก สูงกว่าเพียงแค่ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.0% และ ญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.50% เท่านั้น

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายใหม่ของไทยต่ำกว่าประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น จีน (3.00%), ยูโรโซน (2.15%), แคนาดา (2.25%), เกาหลีใต้ (2.50%), มาเลเซีย (2.75%), สหรัฐฯ (3.50-3.75%), สหราชอาณาจักร (4.00%), ฟิลิปปินส์ (4.50%) และอินเดีย (5.25%)

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเทียบต่างประเทศ ที่มา : Bloomberg

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การลดดอกเบี้ยของ กนง. ถือว่าเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น เพราะต้นทุนการเงินถูกลง และผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ทำให้ตลาดหุ้นน่าสนใจขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25% ภายใต้สมมุติฐาน MEYG 5% และ EPS69F ที่ 90 บาท/หุ้น จะได้ระดับ P/E ที่ 16 เท่า จะได้ TARGET SET INDEX ปีหน้า ที่ 1,440 จุด และหาก กนง. พิจารณาลดดอกเบี้ยอีกในปี 2569 ยิ่งทำให้ระดับ MEYG ของ SET น่าสนใจขึ้นตามกลไก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่อยู่ระดับเพียง 4.1% เท่านั้น

บล.กรุงศรี มองว่า การปรับอตัราดอกเบีย้ นโยบายลง กลุ่มธนาคารขนาดกลาง-ใหญ่ (BBL, KBANK, KTB, SCB, TTB) จะเป็นกลุ่มที่เสียประโยชน์ เพราะมีฝั่งสินทรัพย์ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในสัดส่วนที่สูงกว่าสินทรัพย์ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้นเมื่อมีการปรับดอกเบี้ยลง ผลตอบแทนฝั่งสินทรัพย์จะปรับลงทันทีและด้านเงินฝาก มีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (Current and Saving, CASA) ในสัดส่วนที่สูง ทำให้ต้นทุนเงินทุนยังไม่ปรับลดมาก 

อย่างไรก็ตาม มองว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง กลุ่มธนาคารที่เน้นปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ (KKP, TISCO) จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อส่วนมากมีอัตราดอกเบี้ยคงตัว ดังนั้นรายรับของกลุ่มธนาคารเหล่านี้จะยังไม่ปรับลงทันทีและด้านเงินฝาก มีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (Current and Saving, CASA) และเงินฝากดอกเบี้ยคงตัว (Fix Deposit) ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน สำหรับเงินฝากดอกเบี้ยคงตัว (Fix Deposit) เมื่อดอกเบี้ยปรับลง และธนาคารมีเงินฝากที่จะครบกำหนดอายุ จะถูกชดเชยเงินฝากที่ต้นทุนเงินทุนลดลงได้

ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารจะทยอยปรับดอกเบี้ยเงินกู้ (M-rate) และเงินฝากลง อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน เพราะประมาณการของเราใช้สมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 

การปรับลงของดอกเบี้ยนโยบาย มองเป็นผลลบระยะสั้น จากช่วงแรกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (M-rate) ปรับเร็วกว่าทางต้นทุนทางการเงิน (พวกเงินฝาก) อย่างไรก็ตาม ท้ายสุด มองว่าการลดลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (M-rate) จะถูกชดเชยจากการลดลงของต้นทุนทางการเงิน (พวกเงินฝาก)

คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “NEUTRAL” สำหรับกลุ่มธนาคาร และคง KBANK (BUY, ราคาเป้าหมาย 205 บาท) และ KTB (BUY, ราคาเป้าหมาย 30 บาท) เป็น Top Pick

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน