ดอกเบี้ยนโยบายไทย 1.25% ต่ำอันดับ 3 โลก เพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย
ดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำอันดับ 3 ของโลก หลัง กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนตลาดหุ้นไทยปี 69 แตะ 1,440 จุด
KEY
POINTS
- กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
- การปรับลดดอกเบี้ยส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น
- นักวิเคราะห์มองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ทำให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากเดิม 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยมีผลทันที เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังคณะกรรมการฯ มองเศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น
โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.2%, ปี 2569 ปรับลดประมาณการเป็นขยายตัว 1.5% จากเดิม ขยายตัว 1.6%, ปี 2570 ขยายตัว 2.3%
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ คาดปี 2569 อยู่ระดับขยายตัว 0.3% จากปีก่อน จากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐ
จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก สูงกว่าเพียงแค่ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.0% และ ญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.50% เท่านั้น
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายใหม่ของไทยต่ำกว่าประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น จีน (3.00%), ยูโรโซน (2.15%), แคนาดา (2.25%), เกาหลีใต้ (2.50%), มาเลเซีย (2.75%), สหรัฐฯ (3.50-3.75%), สหราชอาณาจักร (4.00%), ฟิลิปปินส์ (4.50%) และอินเดีย (5.25%)
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การลดดอกเบี้ยของ กนง. ถือว่าเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น เพราะต้นทุนการเงินถูกลง และผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ทำให้ตลาดหุ้นน่าสนใจขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25% ภายใต้สมมุติฐาน MEYG 5% และ EPS69F ที่ 90 บาท/หุ้น จะได้ระดับ P/E ที่ 16 เท่า จะได้ TARGET SET INDEX ปีหน้า ที่ 1,440 จุด และหาก กนง. พิจารณาลดดอกเบี้ยอีกในปี 2569 ยิ่งทำให้ระดับ MEYG ของ SET น่าสนใจขึ้นตามกลไก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่อยู่ระดับเพียง 4.1% เท่านั้น
บล.กรุงศรี มองว่า การปรับอตัราดอกเบีย้ นโยบายลง กลุ่มธนาคารขนาดกลาง-ใหญ่ (BBL, KBANK, KTB, SCB, TTB) จะเป็นกลุ่มที่เสียประโยชน์ เพราะมีฝั่งสินทรัพย์ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในสัดส่วนที่สูงกว่าสินทรัพย์ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้นเมื่อมีการปรับดอกเบี้ยลง ผลตอบแทนฝั่งสินทรัพย์จะปรับลงทันทีและด้านเงินฝาก มีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (Current and Saving, CASA) ในสัดส่วนที่สูง ทำให้ต้นทุนเงินทุนยังไม่ปรับลดมาก
อย่างไรก็ตาม มองว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง กลุ่มธนาคารที่เน้นปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ (KKP, TISCO) จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อส่วนมากมีอัตราดอกเบี้ยคงตัว ดังนั้นรายรับของกลุ่มธนาคารเหล่านี้จะยังไม่ปรับลงทันทีและด้านเงินฝาก มีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (Current and Saving, CASA) และเงินฝากดอกเบี้ยคงตัว (Fix Deposit) ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน สำหรับเงินฝากดอกเบี้ยคงตัว (Fix Deposit) เมื่อดอกเบี้ยปรับลง และธนาคารมีเงินฝากที่จะครบกำหนดอายุ จะถูกชดเชยเงินฝากที่ต้นทุนเงินทุนลดลงได้
ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารจะทยอยปรับดอกเบี้ยเงินกู้ (M-rate) และเงินฝากลง อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน เพราะประมาณการของเราใช้สมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
การปรับลงของดอกเบี้ยนโยบาย มองเป็นผลลบระยะสั้น จากช่วงแรกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (M-rate) ปรับเร็วกว่าทางต้นทุนทางการเงิน (พวกเงินฝาก) อย่างไรก็ตาม ท้ายสุด มองว่าการลดลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (M-rate) จะถูกชดเชยจากการลดลงของต้นทุนทางการเงิน (พวกเงินฝาก)
คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “NEUTRAL” สำหรับกลุ่มธนาคาร และคง KBANK (BUY, ราคาเป้าหมาย 205 บาท) และ KTB (BUY, ราคาเป้าหมาย 30 บาท) เป็น Top Pick


