posttoday

“สารัชถ์” ถือหุ้น KTB อันดับ 8 แค่ลงทุน ไม่มีผลต่อการปรับโครงสร้าง

19 พฤศจิกายน 2568

มุมมองนักวิเคราะห์ต่อกรณี “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ถือหุ้น KTB อันดับ 8 สัดส่วน 0.93% เพื่อการลงทุน หวังปันผลและราคาหุ้นขึ้น ไม่กระทบแบงก์ หลัง KTB ทำเซอร์ไพรส์จ่ายปันผลระหว่างกาลครั้งแรกในรอบ 13 ปี

KEY

POINTS

  • นายสารัชถ์ รัตนาวะดี เข้าถือหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) ในนามส่วนตัว ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 8 ด้วยจำนวน 130 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 0.93%
  • นักวิเคราะห์มองว่าการเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นเพียงการลงทุนส่วนบุคคลเพื่อหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลหรือราคาหุ้นที่สูงขึ้น
  • การลงทุนครั้งนี้ไม่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารหรือการดำเนินงานของธนาคาร เนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1

เมื่อปลายเดือน ต.ค.2568 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ทำเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการาประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดจากกำไรสุทธิงวดวันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.2568 ในอัตรา 0.43 บาท/หุ้น ขึ้น XD หรือวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล วันที่ 11 พ.ย.2568 กำหนดจ่ายเงินปันผล วันที่ 27 พ.ย.2568 ซึ่งเป็นการกลับมาจ่ายปันผลระหว่างกาลในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2555 

แต่ที่เซอร์ไพรส์กว่า เห็นจะเป็นข้อมูลภาพรวมข้อมูลผู้ถือหุ้นของ KTB ณ วันที่ 12 พ.ย.2568 ประเภท : XD ซึ่งปรากฎชื่อ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 8 จำนวน 130,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.93% 

การเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น KTB ในอันดับ 8 ของ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” เป็นในนามส่วนตัว ต่างจากกรณีของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ที่เป็นการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ผ่านการเข้าลงทุนโดย GULF ซึ่งก็ชัดเจนว่าเป็นการลงทุนใน KBANK มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่บริษัทและผู้ถือหุ้นของบริษัท ไม่ได้มีการแต่งตั้งตัวแทนเข้าเป็นกรรมการหรือฝ่ายบริหารแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ซึ่ง GULF ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 1,202,712,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 40.44% (สารัชถ์ รัตนาวะดี ถือหุ้น GULF อันดับ 1 สัดส่วน 29.19%) ได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับ KTB และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เดินหน้าธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ภายใต้ “ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน)” หลังได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank แล้ว 

จากกรณีดังกล่าว “ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.พาย ให้มุมมองว่า การเข้าลงทุนในหุ้น KTB ของคุณสารัชถ์ ไม่มีนัยยะอะไรมากไปกว่าการซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนที่อาจจะหวังเงินปันผล หรือราคาหุ้นปรับสูงขึ้น ที่สำคัญ KTB ถือหุ้นใหญ่โดย FIDF 

“มองว่าเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน และไม่มีผลต่อการปรับโครงสร้างของ KTB ดังนั้นไม่มีผลต่อการดำเนินงานของ KTB” 

สำหรับผู้ถือหุ้นของ KTB ข้อมูล ณ วันที่ 12 ก.ย.2568 ประกอบด้วย 

  • 1.กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ถือ 7,696,248,833 หุ้น สัดส่วน 55.07%
  • 2.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือ 1,216,855,147 หุ้น สัดส่วน 8.71%
  • 3.กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง ถือ 559,692,515 หุ้น สัดส่วน 4.00%
  • 4.STATE STREET EUROPE LIMITED ถือ 277,180,378 หุ้น สัดส่วน 1.98%
  • 5.SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือ 247,992,543 หุ้น สัดส่วน 1.77%
  • 6.BBHISL NOMINEES LIMITED ถือ 186,487,000 หุ้น สัดส่วน 1.33%
  • 7.CITIBANK NOMINEES SINGAPORE PTE LTD-ART A/C UNITED OVERSEAS BANK NOMINEES (PRIVATE) LIMITED ถือ 178,750,000 หุ้น สัดส่วน 1.28%
  • 8.นาย สารัชถ์ รัตนาวะดี ถือ 130,000,000 หุ้น สัดส่วน 0.93%
  • 9.NORTRUST NOMINEES LIMITED-NTC-CLIENTS ACCOUNT ถือ 115,901,596 หุ้น สัดส่วน 0.83%
  • 10.ธนาคาร ออมสิน ถือ 110,182,322 หุ้น สัดส่วน 0.79%
  • 11.THE BANK OF NEW YORK MELLON ถือ 85,109,036 หุ้น สัดส่วน 0.61%
  • 12.สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด ถือ 70,060,500 หุ้น สัดส่วน 0.50%

ด้าน ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 ของ KTB กำไรสุทธิอ่อนตัว จากไตรมาสก่อน (QoQ) จากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ขึ้นราว 8% หลักๆ เป็นการเพิ่ม Trading income ให้สอดคล้องกับ 9 เดือนแรกปี 2568 (ราว 1.45 หมื่นล้านบาท VS สมมติฐานเดิมทั้งปีที่ 9.2 พันล้านบาท) ส่วนสมมติฐานสินเชื่อคงเดิมทรงตัว จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน (YoY) เพราะมองว่างสินเชื่อไตรมาส 4 เพิ่มตามปัจจัยฤดูกาล 

โดยหลังปรับเพิ่มประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท (กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกปี 2568 คิดเป็นสัดส่วน 77% ของประมาณการทั้งปี)

ส่วนประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 คงเดิมที่ 4.55 หมื่นล้านบาท ลดลง 6%YoY ชะลอตัวจาก NIM (2.72% VS ปี2568F ที่ 2.87% โดย 9 เดือนแรกปี 2568 ราว 2.92%) ตามสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% (ลด 1 ครั้ง ธ.ค. และอีกครั้ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569) 

ในขณะที่สมมติฐานหลักอื่นๆ ได้แก่ สินเชื่อขยายตัว 3%YoY เป็นไปในทิศทางเดียวกับ GDP ไทย รวมถึงแผนการขยายสินเชื่อ High yield และ Credit cost ราว 1.0% (ปี 2568F ที่ 1.1%) ดีขึ้น เพราะระดับ Coverage ratio ซึ่งอยู่ในระดับสูงเกินกรอบเป้าหมายธนาคารแล้ว (Sensitivity analysis พบว่าทุก 0.1% ของ NIM และ Credit cost ที่เปลี่ยนแปลงจากสมมติฐาน จะทำให้กำไรสุทธิเปลี่ยนแปลงราว 6% และ 5% ตามลำดับ)

สำหรับสมมติฐาน Dividend payout ratio ปี 2568-2569 ที่ 49% และ 52% ตามลำดับ คิดเป็นเงินปันผลที่ 1.7 บาท/หุ้น คงแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 28.50 บาท

ข่าวล่าสุด

เจาะข้อมูล IRCP ผู้คว้างาน “เว็บแอป” ประกันสังคม 848 ล้าน ท่ามกลางดราม่า