ThaiBMA หวังรัฐบาลกระชากเศรษฐกิจฟื้น ลดหุ้นกู้ผิดนัดชำระ-เลื่อนจ่ายหนี้
ThaiBMA หวังรัฐบาลกระชากเศรษฐกิจฟื้น ช่วยลดหุ้นกู้ผิดนัดชำระและเลื่อนจ่ายหนี้ หลัง 9 เดือนแรกปี 68 หุ้นกู้เลื่อนชำระหนี้ พุ่ง 42,679 ล้านบาท หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ แตะ 4,512 ล้านบาท
KEY
POINTS
- ThaiBMA หวังรัฐบาลกระชากเศรษฐกิจฟื้น ลดหุ้นกู้ผิดชำระและเลื่อนจ่ายหนี้ หลัง 9 เดือนแรกปี 68 หุ้นกู้เลื่อนชำระหนี้ พุ่ง 42,679 ล้านบาท หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ แตะ 4,512 ล้านบาท
- อานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง หนุนบริษัทขนาดใหญ่ระดมทุนออกหุ้นกู้ ล็อกต้นทุนทางการเงิน ดันยอดออกหุ้นกู้เอกชนปี 68 ทะลุเป้า 800,000 ล้านบาท
- ชี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทย ไม่ใช่ต้นเหตุของเงินบาทแข็งค่า
ภาวะเศรษฐกิจไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 อัตราการขยายตัวมีแนวโน้มชะลอตัวมากขึ้น จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ และความขัดแย้งทางชายแดนกับประเทศกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อยอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง ขณะเดียวกัน ทำให้หุ้นกู้ผิดนัดชำระและเลื่อนกำหนดชำระมากขึ้น
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 หุ้นกู้ผิดนัดชำระ มีมูลค่ารวม 4,512 ล้านบาท จากผู้ออก 6 ราย เพิ่มขึ้น จากปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 3,172 ล้านบาท จากผู้ออก 5 ราย และมีหุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระ มีมูลค่ารวม 42,679 ล้านบาท จากผู้ออกจำนวน 16 ราย เพิ่มขึ้น จากปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 37,963 ล้านบาท จากผู้ออก 17 ราย
อย่างไรก็ตาม หวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับคืนมาได้ ส่งผลให้แต่ละบริษัทมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้มองเห็นโอกาสหรือความหวังได้ว่าสถานการณ์การยืดหนี้ และการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้จะลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ขณะนี้ยังไม่กล้าตอบว่าเห็นสัญญาณแล้วหรือยัง
ทั้งนี้ ในปัจจุบันยังเห็นบริษัทที่มีประเด็นธรรมาภิบาล ทำให้เกิดผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ มองว่าบริษัทเหล่านี้ไปต่อได้ยาก แต่อีกส่วนเป็นบริษัทที่มีการยืดหนี้หุ้นกู้ออกไปเรื่อยๆ แต่มีการคืนเงินต้นให้ผู้ถือหุ้นกู้ด้วยเช่นกัน ก็เชื่อว่าบริษัทเหล่านี้จะเดินหน้าต่อไปได้
“บริษัทขนาดเล็ก-กลาง อย่างพวกบริษัทอสังหาฯ เขาก็พยายามขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาจ่ายคืนหุ้นกู้ เพราะการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้หรือเลื่อนกำหนดชำระหนี้ออกไป ถือเป็นการปิดประตูในการขายหุ้นกู้ จากประวัติที่มีอยู่ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในบริษัทนั้นๆ ดังนั้นมองว่าถ้าไม่จำเป็นบริษัทต่างๆ ก็ไม่น่าจะเลือกทางนี้” นางสาวอริยา กล่าว
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ยังส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 640,002 ล้านบาท ลดลง 9.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มี 704,153 ล้านบาท
ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยหันมาออกหุ้นกู้จำนวนมาก และระยะยาวมากขึ้น เพื่อล็อกต้นทุนทางการเงิน เช่น GULF มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีการออกหุ้นกู้ไปแล้ว 74,770 ล้านบาท ดังนั้นคาดว่าในเดือน ต.ค.2568 จะมีการออกหุ้นกู้ มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท
ประกอบกับในไตรมาส 4/2568 จะมีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนด มูลค่ารวม 218,777 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ Investment grade มูลค่า 194,397 ล้านบาท และหุ้นกู้ High yield มูลค่า 24,381 ล้านบาท
“ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนไปแล้ว 640,002 ล้านบาท และบริษัทขนาดใหญ่มีการออกหุ้นกู้มากขึ้น รวมถึงในช่วงไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะมีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดอีก 218,777 ล้านบาท ทำให้คาดว่ายอดออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวในปี 2568 จะเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ 800,000 ล้านบาท” นางสาวอริยา กล่าว
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทย ไม่ได้เป็นต้นเหตุของเงินบาทแข็งค่า สะท้อนจากในช่วงที่เงินบาทแข็งค่ามากๆ ก็ไม่ได้มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยมาก
โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 29,038 ล้านบาท เป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 และ 2 จำนวน 32,329 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 3 เป็นการขายสุทธิ 3,291 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 8.8 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 7.9 ปี ลดลงจาก 8.7 ปี เมื่อสิ้นปี 2567
ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยนั้น ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1-2 ครั้ง รวม 0.25-0.50% ลงมาอยู่ที่ 1.00-1.25% จากปัจจุบันที่ 1.50%
สำหรับการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปลายปี 2568 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวลดลงเฉลี่ยราว 10-15 bps. จากสิ้นไตรมาส 3 โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย และแผนการระดมทุนของภาครัฐ


