วิกฤตหุ้นไทย ยุครัฐบาลเพื่อไทย การเมืองทุบตลาดทำจุดต่ำสุดใหม่
ยุครัฐบาลเพื่อไทย หลายปัจจัยรุมเร้าใน-ต่างประเทศ การเมืองซ้ำเติมทุบตลาดหุ้นไทยทำจุดต่ำสุดใหม่ 1,068.73 จุด ฉุดดัชนี 22 มิ.ย.66-19 มิ.ย.68 ดิ่ง 476.87 จุด หรือ -30.85%
นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 2566 เริ่มจาก นายเศรษฐา ทวีสิน เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2566 ณ วันนั้น ตลาดหุ้นไทย ปิดตลาดที่ 1,545.60 จุด เพิ่มขึ้น 19.75 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.29% มูลค่าการซื้อขาย 71,930.58 ล้านบาท
จากนั้นรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 ส.ค.2567 ตลาดหุ้นไทย ปิดตลาดที่ 1,303.00 จุด เพิ่มขึ้น 13.16 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.02% มูลค่าการซื้อขาย 35,690.97 ล้านบาท
มาวันนี้ (19 มิ.ย.2568) ตลาดหุ้นไทย ปิดตลาดที่ 1,068.73 จุด ลดลง 25.85 จุด หรือลดลง 2.36% มูลค่าการซื้อขาย 46,634.59 ล้านบาท
ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.2566-19 มิ.ย.2568 รวมระยะเวลาประมาณ 1 ปี 10 เดือน ลดลง 476.87 จุด หรือลดลง 30.85% จากวันที่ 22 ส.ค.2566 ปิดที่ 1,545.60 จุด มาปิดตลาดที่ 1,068.73 จุด ในวันที่ 19 มิ.ย.2568 หลุด 1,100 จุด เป็นครั้งที่ 2 แต่เป็นจุดต่ำสุดใหม่ในปี 2568 หลังจากครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2568 ปิดตลาดที่ 1,074.59 จุด
ย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยุครัฐบาลเพื่อไทย ตั้งแต่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และ นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับหลากหลายปัจจัยกดดันและซ้ำเติมอย่างหนัก
หลักๆ ตั้งแต่ปี 2567 เริ่มจาก
- ม.ค.2567 ดราม่าไม่รีบดอกเบี้ย และข่าวจีนถูกกระทบจากอสังหาฯ-ธนาคารเงา
- มี.ค.2567 ขายหนีตายรายงานงบฯ ส่วนใหญ่แย่กว่าคาด และ XD Effect
- เม.ย.2567 สงครามฝั่งตะวันออกกลางปะทุ
- มิ.ย.2567 ช่วงโดนแรงขายต่างชาติ / Short Sell / กังวลโดน Force Sell
- ส.ค.2567 กังวลเศรษฐกิจชะลอตัว
- ต.ค.2567 Trump Effect
- พ.ย.2567 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องปม “ทักษิณ-เพื่อไทย” ล้มล้างการปกครอง
- ธ.ค.2567 CPAXT Effect ประเด็นเข้าลงทุนในโครงการ “แฮปปี้แทท แอท เดอะ ฟอเรสเทียส์ (HAFT)
ต่อเนื่องปี 2568
- เม.ย.2568 สงครามการค้า
- พ.ค.-มิ.ย.2568 การเตรียมปรับ ครม. / มติแพทยสภาเกิน 2 ใน 3 เสียง ลงโทษหมอรักษาทักษิณ ปมชั้น 14 รพ.ตำรวจ / ศาลฎีกาฯ เรียกพยาน 20 ปาก ไต่สวน 4, 8,15 ก.ค. คดีทักษิณ ชั้น 14 / คลิปเสียงการเจรจาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา / พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากรัฐบาล
บล.กรุงศรี ระบุว่า สถานการณ์การเมืองเข้าสู่รอยต่อสำคัญจะนำมาสู่ความไม่แน่นอนส่งผลต่อโอกาสผ่านร่างงบประมาณปี 2569 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2-3 ภายในเดือน ส.ค.นี้
ทั้งนี้ มองฉากทัศน์การเมือง (Political Scenarios) แบ่งเป็น 3 Scenario
Scenario 1: นายกฯ ลาออก ตั้ง ครม. ใหม่
- ดำเนินการผ่านกลไกของสภาฯ โดยใช้บัญชีรายชื่อนายกฯ ที่แต่ละพรรคเสนอ หาเสียงข้างมาก การเจรจาต่อรองของพรรคร่วมสูง แต่จะช่วยผลักดันงบประมาณปี 2569 วาระ 2-3 ได้ (ต้องระวังกรณีโหวตครบ 3รอบ และไม่ได้นายกฯ จะติด “Deadlock” เพราะรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ยุบสภา อาจต้องหารือเผื่อการโหวตนายกฯ ชั่วคราวเพื่อยุบสภา หรือเข้าสู่กระบวนการตีความของรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางยุบสภา หรือทางออกอื่นๆ)
- กรณีนี้ลดแรงกดดันได้เร็ว เป็นบวกต่อ SET ระยะสั้น
- แต่ยังมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระยะกลางจากการฟอร์มทีมใหม่
Scenario 2: ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ใน 45-60 วัน นับจากวันยุบสภาฯ
- SET มักฟื้นตัวเร็ว เมื่อเริ่มชัดเจน เป็นกระบวนการ Refresh ตลาดระยะสั้น
- แต่กระทบงบประมาณปี 2569 ชั่วคราว แม้ช่วยคืนความชัดเจนระยะกลาง แต่กระทบงบประมาณ
Scenario 3: รัฐบาลเดินหน้าต่อ เพื่อพลักดันร่างงบประมาณปี 2569
- เดินหน้าด้วยเสียงปริ่มน้ำ น้อยกว่า 275 เสียง ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในสภาฯ สูง จำกัด Upside ของ SET ในระยะสั้น แต่ถ้าผ่านร่างงบประมาณได้ จะสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาว
โดยประเมิน SET ที่เริ่มสะท้อนความกังวลการเมืองตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2568 และปรับตัวลงแล้ว -10% น่าจะสะท้อนความเสี่ยงการเมืองไปพอสมควรแล้ว หากอิงสถิติการเคลื่อนไหวในอดีต ช่วงที่มีสถานการณ์การเมืองที่คล้ายกัน คือ เหตุการณ์ยุบสภา ฯลฯ อาทิ 1.) ทักษิณ ชินวัตร ยุบสภา ม.ค.-ก.พ.2549 2.)ตุลาการภิวัฒน์ (ศาลตัดสินผลการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) พ.ค.-มิ.ย.2549 3.)รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 4.) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา 21 เม.ย.-6 พ.ค.2554 5.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภา 8 ต.ค.2556- 3 ม.ค.2557 6.) รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 พบว่า สถิติผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยเฉลี่ย ติดลบ -9.2%
ระยะสั้น ประเมินแนวรับ SET Index รอบนี้ คือ 1,070-1,056 จุด (SET low ต่ำสุดของปีนี้เมื่อวันที่ 8 เม.ย.) หากสถานการณ์อยู่ในกรอบที่เราประเมิน (กรณี Worst ที่เกิดกลไกนอกเหนือการดำเนินตามเงื่อนไขสภามองราว 1,000 จุด) กอปรกับสถานการณ์ที่ใกล้มีความชัดเจน จากวานนี้ที่เริ่มมีจุดเปลี่ยน ทำให้ประเมินRisk Sentiment น่าจะอยู่ในขาปลายแล้ว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน SET ปรับฐาน -12% จากกลางเดือน พ.ค.2568 ถึงระดับต่ำสุดวันนี้ และ มี ERP ปัจจุบัน 5.85% > ค่าเฉลี่ย +2.5SD หรือเพิ่ม 1.16% มากกว่าค่าเฉลี่ยการเมืองในอดีต น่าจะตอบรับไปมากระดับหนึ่ง จึงแนะนำระยะสั้น เน้นพักเงินบางส่วนในหุ้นกลุ่ม Global Plays (กลุ่มพลังงาน น้ำมัน กลุ่มปิโตรเคมี และส่งออก) เน้น PTTEP, PTT, PTTGC, MINT ที่มี Earnings Visibility และถูกกระทบการเมืองน้อย
ผสานทยอยสะสมหุ้น Domestic ที่ตอบรับความเสี่ยงการเมืองไปมาก เน้นกลุ่มที่เป็นแกนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาว อาทิ Infra Tech โรงไฟฟ้า GULF สื่อสาร ADVANC ภาคบริการที่หุ้นมีความมั่นคงสูง ร.พ. BDMS, BCH ค้าปลีก CPALL ท่องเที่ยว CENTEL
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยที่ Underperform ตลาดหุ้นภูมิภาคในเดือน มิ.ย. โดย -4.8% ต้นเดือนถึงปัจจุบัน เทียบกับ MSCI Asia ex. Japan ที่ +3.7% จากต้นเดือน คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสรุปว่าเป็นเพราะปัจจัยการเมืองในประเทศ
แม้ปัจจัยการเมืองยังกดดัน แต่ประเมินว่าใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งถ้าอิงข้อมูลตามสถิติ ไม่ว่าจะเป็นกรณียุบสภาฯ หรือสรรหานายกฯ ใหม่ผ่านกระบวนการสภาฯ ดัชนีถูกกระแทกก่อนในช่วงแรกแต่ไม่มากนัก โดยวันที่ประกาศลงไปทำจุดต่ำสุด -1.3% ซึ่งมักเป็น Bottom ของรอบนั้น ก่อนจะฟื้นตัวรับข่าวการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และความคาดหวังเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเร่งตัวตามมา
ในเชิงของกลยุทธ์การลงทุน ระหว่างรอความชัดเจนด้านปัจจัยการเมือง แนะนำสลับเก็งกำไรใน Global Play เช่น พลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น ปิโตรเคมี หรือพักเงินใน Defensive Play กลุ่ม REIT แล้วค่อยกลับมา Buy on fact หุ้นขนาดใหญ่ที่ผลประกอบการยังเติบโตดี เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลงชัดเจน เช่น ADVANC, TRUE, CPALL, CPAXT, BDMS, MINT, KBANK, SCB, GULF, GPSC, BEM เป็นต้น
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ดัชนีหุ้นไทยรอบนี้ หากหลุดจุดต่ำเดิมที่ 1,050 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,000 จุด แต่ถ้ายืนได้ 1,000-1,050 จุด จะเป้นการสร้างฐานใหม่


