ประธาน ตลท. ฝากโจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ 'ปลดล็อกกฎหมายค้าง–เร่งคดีทุจริต–ตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจ'
"ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์" ส่งสารตรงถึงรัฐบาลใหม่ ปัญหาตลาดทุนไทยวันนี้ ไม่ใช่ขาดนโยบาย แต่คือ "กฎหมายช้า กระบวนการยืด และความเชื่อมั่นที่ยังไม่กลับมา"
KEY
POINTS
- "ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์" ส่งสารตรงถึงรัฐบาลใหม่
- ปัญหาตลาดทุนไทยวันนี้ ไม่ใช่ขาดนโยบาย แต่คือ "กฎหมายช้า กระบวนการยืด และความเชื่อมั่นที่ยังไม่กลับมา"
ในช่วงเวลาที่ตลาดทุนไทยกำลังถูกตั้งคำถามจากนักลงทุนทั่วโลก คำว่า "ความเชื่อมั่น" ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์สวยหรูในรายงานเศรษฐกิจ แต่คือหัวใจของเกมใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง แต่ชัดเจนว่า ปัญหาของตลาดทุนไทยวันนี้ ไม่ใช่การขาดไอเดีย แต่คือ ความล่าช้าของกฎหมาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีกฎหมายและร่างพระราชกำหนดจำนวนมากที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลดล็อกการลงทุน สร้าง Trust & Confidence และยกระดับตลาดทุนไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก กฎหมายเหล่านี้ผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน ทว่าในความเป็นจริง หลายฉบับยังค้างอยู่กลางทาง บางเรื่องหยุดนิ่งในกระบวนการนิติบัญญัติ บางเรื่องยังวนเวียนอยู่ในชั้นกฤษฎีกา
"ปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ว่าควรทำอะไร แต่คือเมื่อจะออกกฎหมาย มันช้าเหลือเกิน"
ด้วยเหตุนี้ "ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์" จึงเสนอแนวคิดที่ตรงไปตรงมาว่า "รัฐบาลใหม่ควรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านเศรษฐกิจและตลาดทุน" เป็นกลไกเร่งรัดการตัดสินใจ รวมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
ยกตัวอย่างชัดเจน เช่น โครงการออมหุ้น TISA ที่สามารถเดินหน้าต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ หรือการเปิดทางให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการแก้กฎหมายที่เด็ดขาดและรวดเร็ว
"ถ้ามีคณะกรรมการชุดพิเศษคอยติดตาม เชื่อว่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกลับมาได้"
แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากนโยบายส่งเสริมเพียงอย่างเดียว หากยังต้องมาจาก ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย นายกิติพงศ์มองว่า หนึ่งในกฎหมายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องผลักดัน คือการให้อำนาจ สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีความผิดในตลาดทุนได้โดยตรง
ปัจจุบัน คดีขนาดใหญ่หลายคดียังไม่มีความคืบหน้า ความล่าช้าเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่คู่กรณี แต่กัดกร่อนความเชื่อมั่นของทั้งระบบ
"ถ้ามีการทุจริตในตลาดทุนไทย การดำเนินคดีต้องเร็ว และบทลงโทษต้องเด็ดขาด"
อย่างไรก็ดี รัฐบาลใหม่ต้องกล้าปรับโครงสร้างภาษีให้สอดรับกับความจริงของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ต่อหัวโตช้า และประชาชนจำนวนมากยังเปราะบาง การช่วยเหลือจึงต้อง ตรงจุดมากกว่านโยบายแบบเดิมที่อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอกยังคงผันผวน ทั้ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐ แม้ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ก็อาจโดนแรงกระแทกจากสงครามการค้าได้เสมอ และในปีนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณข่าวดีจากต่างประเทศที่จะมาช่วยพยุงตลาดหุ้นไทย
ในสมการที่ปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้ สิ่งเดียวที่ไทยควบคุมได้ คือ ความต่อเนื่องของนโยบาย และความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย
และนี่คือสารสำคัญที่ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการส่งถึงรัฐบาลใหม่ หากไม่ต้องการให้ตลาดทุนไทยเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่คิดนโยบายใหม่ทั้งหมด แต่คือ เร่งเครื่องในสิ่งที่พร้อมแล้ว และทำให้กฎหมายมีพลังจริงในทางปฏิบัติ
เพราะในโลกการลงทุน เรื่องของความเชื่อมั่น รอไม่ได้!


