
SCGD เปิดเทรดวันแรก 10.10 บาท ต่ำจอง 12.17%
SCGD เปิดเทรด SET วันแรก 10.10 บาท ลดลง 12.17% จากราคาไอพีโอ 11.50 บาท นำเงินระดมทุนไปใช้พัฒนาและขยายธุรกิจ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน รวมไปถึงลดการใช้พลังงาน และการบำรุงรักษาสินทรัพย์ ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันนี้ (20 ธ.ค.2566) เป็นวันแรก ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจวัสดุก่อสร้าง โดยเปิดที่ราคา 10.10 บาท ปรับลดลง 1.40 บาท หรือคิดเป็นลดลง 12.17% จากราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 11.50 บาท
ทั้งนี้ SCGD ประกอบธุรกิจผลิตกระเบื้องปูพื้นบุผนัง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และธุรกิจผลิตสุขภัณฑ์ในประเทศไทย รวมถึงผู้จัดจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของตนเอง และธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ การให้บริการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม
SCGD เสนอราคาขาย IPO ที่ 11.50 บาท/หุ้น จำนวนไม่เกิน 439,100,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 26.61% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วหลัง IPO โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม หลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทกำหนดไว้ในแต่ละปี รวมทั้งหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้
1.ใช้เป็นเงินลงทุนในการพัฒนาและขยายธุรกิจ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน รวมไปถึงการลดการใช้พลังงาน และ การบำรุงรักษาสินทรัพย์ ประกอบด้วย
- การลงทุนในโครงการเพื่อขยายกำลังการผลิตและขยายช่องทางการจำหน่ายของบริษัท
- การลงทุนในโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการลงทุนในโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ในปี 2050 ของธุรกิจของบริษัท
- การลงทุนเพื่อบำรุงรักษาสินทรัพย์
2.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ รวมถึงการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (ถ้ามี) และปรับโครงสร้างเงินทุน ซึ่งรวมถึงการชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับบริษัทใหญ่ และ/หรือสถาบันทางการเงิน (ซึ่งอาจรวมถึงสถาบันการเงินที่มีความสัมพันธ์กับปรึกษาทางการเงิน และ/หรือผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ และ/หรือผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์) โดยพิจารณาถึงประโยชน์สูงสุดต่อกิจการของบริษัท และบริษัทย่อย
ทางด้านผลการดำเนินงานในปี 2563-2565 บริษัทมีรายได้รวม อยู่ที่ 24,378.6 ล้านบาท 25,937.4 ล้านบาท และ 30,253.8 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,235.9 ล้านบาท 1,401.9 ล้านบาท และ 1,320.1 ล้านบาท ตามลำดับ
ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก ปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม อยู่ที่ 21,522.0 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 759.7 ล้านบาท







