
ส่อง 5 ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยปลายปี 66-ต้นปี 67 ลุ้นสิ้นปีนี้ทะลุ 1,400 จุด
5 ปัจจัย หนุนตลาดหุ้นไทยปลายปี 66 ถึงต้นปี 67 “Thailand ESG Fund-Easy E-Receipt-นักท่องเที่ยวต่างชาติ-Motor Show-Window Dressing” ลุ้นดัชนีฯ สิ้นปีนี้ยืนเหนือ 1,400 จุด
ด้วยสภาพคล่องที่หายไปจากดัชนีตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง สถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส และดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2565 จนปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับ 2.50% รวมไปถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนหายไป ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย YTD ปรับตัวลง 17.66% (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ธ.ค.2566) อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปี 2566 จนถึงต้นปี 2567 มีหลายปัจจัยบวกในประเทศหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทย
“กวี ชูกิจเกษม” Head of Research and Content บล.พาย เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2566 คาดปิดทะลุ 1,400 จุด โดยปัจจัยบวกภายในประเทศที่หนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือน ธ.ค.2566 จนถึงต้นปี 2567 มีอยู่ 4 ปัจจัย ประกอบด้วย
1.มาตรการ “Easy E-Receipt” โครงการซื้อสินค้าและบริการ เบื้องต้นบุคคลธรรมดาและห้างร้านที่ไม่ใช่นิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาท จากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี 2567 ได้
โดยจะต้องมีใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Tax Invoice และ/หรือ e-Receipt ของกรมสรรพากร และต้องใช้จ่ายในช่วงวันที่ 1 ม.ค.-15 ก.พ.2567 หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติในหลักการไปเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2566 คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.1% สำหรับกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (HMPRO, COM7, SYNEX)
2.กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund : Thai ESG) เปิดเสนอขายเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2566 เป็นวันแรก พร้อมกัน 22 กองทุน จาก 16 บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศไทย คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาในช่วงที่เหลือของปีนี้กว่า 10,000 ล้านบาท
หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยในช่วง 10 ปีภาษี (ปี 2566-2575) ไปเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2566 โดยสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน ซึ่งผู้ที่มีเงินได้จะได้สิทธิหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนใน Thai ESG ในอัตราไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับปีภาษีและจะต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 8 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุน
สำหรับหุ้นที่เป็นเป้าหมายของกองทุน Thai ESG ที่มี Rating ในระดับ “A-AAA” และเป็นหุ้นใน SET50 อาทิ ADVANC, AOT, BBL, BGRIM, BDMS, CPALL, CPN, CRC, GPSC, HMPRO, KTB, LH, MINT, ORI, PTT, SPALI, TISCO, WHA
3.ยอดจองรถยนต์ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” MOTOR EXPO 2023 ตลอดระยะเวลา 13 วัน (29 พ.ย.-11 ธ.ค.2566) ปรากฏว่า มียอดจองรถยนต์ในงานจำนวน 53,248 คัน โดยเป็นยอดจองรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) คิดเป็นสัดส่วนถึง 38.4% ซึ่งค่ายรถจากจีนได้รับการยอมรับมากขึ้น สำหรับกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มเช่าซื้อ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ
4.ลุ้นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้ โดยยอดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ณ สิ้นเดือน พ.ย.2566 ทะลุ 25 ล้านคนแล้ว และคาดว่ายอดนักท่องเที่ยวสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 27-28 ล้านคน
บล.กรุงศรี พัฒนสิน ระบุว่า มาตรการ Easy E-Receipt ซื้อสินค้าตั้งแต่ 1 ม.ค.-15 ก.พ.2567 ขอใบรับกำกับภาษีออนไลน์ ลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาทต่อคน สำหรับคนที่ไม่ได้สิทธิ์ตามมาตรการ Digital Wallet มองจิตวิทยาบวกต่อกลุ่มค้าปลีก เน้น CPALL, CPAXT, CRC
ขณะที่ Thai ESG ประเมินเป็นบวกต่อตลาด คาดว่าจะมีเม็ดเงิน Long Term Fund ใหม่จากกองทุน TESG ราว 10,000-15,000 ล้านบาท จะทยอยเข้าหนุนตลาด มองหุ้นน่าสนใจ คือ 1.หุ้นที่อยู่ในธีมได้ประโยชน์วงจรดอกเบี้ยปลายทาง หุ้นที่เป็นกลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะถัดไป (อิงภายใน+จีน) 2.หุ้นที่ปรับฐานลึกกว่าภาพรวมดัชนี SETESG และ 3.หุ้นถูก Short Sales vs ยอดสูงล่าสุด (30 ส.ค.) ในสัดส่วนสูงเน้น AOT, CPALL, PTTGC, SCGP, IVL, GPSC, BGRIM, SAWAD, CENTEL
ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม YTD อยู่ที่ 25.08 ล้านคน (ข้อมูล ณ วนที่ 3 ธ.ค.2566) ประกอบกับในเดือน ธ.ค. ที่มักเป็นเดือนที่นักท่องเที่ยวมากสุดของปี (ปีปกติจะเพิ่มจาก พ.ย. ราว 20% โดย พ.ย.2566 นักท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.6 ล้านคน) มองนักท่องเที่ยวทั้งปี 2566 ยังอยู่ในกรอบที่ตลาดประเมิน 28 ล้านคน
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า กองทุน Thai ESG จะช่วยผลักดัน SET INDEX ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยคาดหวังสถาบันฯ ซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือน ธ.ค.นี้ ประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท สะท้อนได้จากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถาบันฯ ซื้อสุทธิหุ้นไทยมากสุดในเดือน ธ.ค. เฉลี่ยกว่า 10,600 ล้านบาท โดยเฉพาะเดือน ธ.ค. ปีที่กองทุน LTF ยังสามารถให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ (ปี 2556-2562) สถาบันฯ ซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือน ธ.ค. เฉลี่ยสูงถึง 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เวลามีเม็ดเงินจากกองทุนใหม่เข้ามาในตลาด มักหนุนให้ SET ช่วงนั้นปรับตัวขึ้นได้ดี ซึ่งเปรียบเทียบสถานการณ์ เวลามีเม็ดเงินใหม่จากกองทุน TRIGGER FUND เข้ามาในตลาดจำนวนมาก อย่าง ในช่วงท้ายเดือน มี.ค.2566 (9 วันทำการ) สถาบันฯ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 11,000 ล้านบาท หนุน SET ขึ้น 3.5% และช่วงต้นเดือน พ.ค.2566 (6 วันทำการ) สถาบันฯ ซื้อ 16,000 ล้านบาท หนุน SET ขึ้น 2.2%
ฝ่ายวิจัยฯ จึงคัดกรองหาหุ้นที่จะได้เม็ดเงินใหม่จากกองทุน Thai ESG หนุน จาก 20 หุ้นใหญ่สุดที่มี ESG SCORE สูงระดับ AA, AAA ได้แก่ EA, SCGP, HMPRO, CPF, CPALL, PTTGC, PTTEP, GULF, CRC, OR, SCC, KBANK, BDMS, SCB, CPN, BBL, KTB, PTT, TTB, ADVANC
โดยชื่นชอบ EA, SCGP, CPALL, PTTGC, PTTEP, GULF, CRC, SCC, BDMS, CPN, PTT, ADVANC
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า ไตรมาส 4/2566 มีโอกาสสูงที่สถาบันในประเทศจะทำ Window Dressing โดย Window Dressing ปัจจัยสำคัญหนุนตลาดหุ้นไทยเดือน ธ.ค.2566
สำหรับ Window Dressing เป็นเหตุการณ์ที่นักลงทุนมักจะเชื่อผู้จัดการกองทุน หรือนักลงทุนสถาบัน จะซื้อหรือขายหุ้นในช่วงก่อนสิ้นไตรมาส เพื่อทำให้ตัวเลขทางบัญชีดูดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และไตรมาส 4 เนื่องจากจะเป็นไตรมาสที่มีการสรุปตัวเลขผลการดำเนินงานไปนำเสนอให้กับลูกค้า
ดังนั้น ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเกิด Window Dressing ในเดือน ธ.ค.2566 เนื่องจาก 1.ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน ลดลง 16.7% (YTD) ติดลบเป็นดัชนีต้นๆ ของโลก 2.นักลงทุนสถาบันมักซื้อสุทธิในเดือน ธ.ค. สูงถึง 15 ปี จาก 20 ปี ย้อนหลังเฉลี่ยราว 8,100 ล้านบาท และตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเป็นบวก 14 ปี จาก 20 ปี ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 2.25% 3.กองทุน Thai ESG ซึ่งเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีกองใหม่ เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.2566 และ 4.มูลค่าการซื้อขายที่เบาบางกว่าปกติ ทำให้การทำ Window Dressing ได้ง่ายขึ้น
สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายในการทำ Window Dressing จะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยบวกอื่นๆ ประกอบ โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1.หุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดัชนีตัวใหม่ (Free-Float Adjusted) และเป็นกลุ่มที่มักจะปรับตัวขึ้นในเดือน ม.ค. (January Effect) ได้แก่ KBANK, SCB
2.หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และไทย ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว ได้แก่ BGRIM, GPSC
3.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการขายกองทุน Thai ESG ได้แก่ ADVANC, INTUCH, THCOM, WHAUP
4.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย Easy E-Receipt ที่จะเริ่มดำเนินนโยบายในเดือน ม.ค. ได้แก่ CRC, COM7, BJC
5.หุ้นที่มี Momentum ทางเทคนิคสวย ได้แก่ PTTGC, CPN, SINGER







