posttoday
SET แกว่งในกรอบ รอถ้อยแถลงเฟด เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย

SET แกว่งในกรอบ รอถ้อยแถลงเฟด เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย

25 สิงหาคม 2566

SET แกว่งในกรอบ รอติดตามถ้อยแถลงประธานเฟดคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ AOT และ BJC

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET ขึ้นทดสอบจุดสูงเดิมบริเวณ 1,562 จุด และยังไม่ผ่าน ทำให้สัญญาณเทคนิคมีแนวโน้มชะลอตัวและนักลงทุนรอติดตามถ้อยแถลงประธานเฟดในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย ด้านแนวโน้มดัชนีมองชะลอตัว โดยแกว่งในกรอบ โดยมีกรอบบนที่ 1,562 จุด และกรอบล่างอยู่ที่ 1,550 และ 1,540 จุด ตามลำดับ

ทั้งนี้ มอง SET ยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,500-1,550 จุด โดยแม้สถานการณ์การเมืองไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นส่งผลดีต่อบรรยากาศลงทุน คาดเห็น Fund Flow เริ่มไหลกลับเข้าเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง 

แต่ระยะสั้นคาดตลาดหุ้นทั่วโลกยังถูกกดดันจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สหรัฐและจีน รวมทั้งจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟด ที่การประชุมแจ็กสันโฮล (24-26 ส.ค.) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ทำให้คาด SET ยังมี Upside จำกัด ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ดังนี้

1) 8 หุ้นเด่นใน 4 อุตสาหกรรมสำหรับโอกาสเก็งกำไรในครึ่งหลังปี 2566 ซึ่งคาดกำไรจะเติบโต HoH และ YoY เลือก PTT BCP KCE HANA BDMS BCH AOT ERW 

2) หุ้นประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2566 ซึ่งคิดเป็น Div. Yield ราว 2% เลือก SPALI (XD 22 ส.ค.) LH (XD 24 ส.ค.) HTC (XD 24 ส.ค.) AH (XD 29 ส.ค.)

3) นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไรหุ้นที่คาดได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลกลับ เลือก KBANK GULF CRC HMPRO 

ขณะที่ช่วงสั้นแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนสำหรับหุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จากกำลังซื้อภาคเกษตรที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (GLOBAL) กลุ่มสินเชื่อ (MTC SAWAD) กลุ่มยานยนต์ (SAT STANLY) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG มีต้นทุนน้ำตาลสูง) รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF GFPT) 

สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ AOT ผลประกอบการไตรมาส 4/2566 (ก.ค.-ก.ย.2566) คาดจะเติบโต QoQ และ YoY จากการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารระหว่างประเทศ อีกทั้งกลับมาเก็บ Minimum guarantee ตั้งแต่ เม.ย.2566 ขณะที่ปี256 คาดพลิกมีกำไร 9.6 พันล้านบาท และจะเติบโตก้าวกระโดดสู่ 2.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2567

BJC ครึ่งหลังปี 2566 คาดกำไรจะกลับมาเติบโต YoY แรงหนุนยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจและการขยายตัวของมาร์จิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมาร์จิ้นของกลุ่ม PSC ที่ฟื้นตัวดีขึ้น เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติลดลง โดยไตรมาส4/2566 คาดจะเป็นไตรมาสที่มีกำไรดีสุดของปี 2566 จากปัจจัยฤดูกาล

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก